ทรูโดดร่วมอภิมหาโปรเจคต์ยักต์ กลุ่มแปซิฟิค ชอร์ ดีเวลลอปเมนท์ กับโครงการ “เดอะบีช” ดินแดนการท่องเที่ยวและพักผ่อนแห่งใหม่ของไทย ขายความเป็นคอนเวอร์เจนต์พร้อมช่วยสร้างชุมชนไซเบอร์ทุกพื้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตทุกห้องพักควบคุมแสงสว่าง แอร์ด้วยระบบดิจิตอล
นายทรงธรรม เพียรพัฒนาวิทย์ ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรูได้ร่วมกับ บริษัท แปซิฟิค ชอร์ ดีเวลลอปเมนท์ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้รับ ผิดชอบด้านระบบสื่อสาร โครงการ “เดอะบีช” ดินแดนการท่องเที่ยว และพักผ่อนแห่งใหม่ ของไทยและเอเซีย บริเวณหาดบางสะเหร่ ที่จะเปิดดำเนินงานได้ในอีก3 ปีข้างหน้า ซึ่งทรูจะดำเนินการเป็นผู้วางระบบสื่อสารและให้บริการด้านเทคโนโลยี โดยเบื้องต้นได้ดำเนินการวางโครงข่ายใยแก้วนำแสง เข้ายังพื้นที่และติดตั้งชุมสาย เป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาท
นอกจากการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในโครงการแล้ว ทรู ยังเป็นผู้จัดหาเทคโนโลยี พร้อมกับการเข้าไปดำเนินการวางระบบสื่อสารแบบครบวงจร อาทิ บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทรุมูฟ บริการไวไฟ บริการทรูวิชั่นส์ ทรูไอพีทีวี พร้อมกับการวางรูปแบบการใช้งานในรูปแบบไร้สายกับชายหาดไซเบอร์แห่งแรกของโลก และการสร้างชุมชนสื่อสารในยุคใหม่ ภายในอาคาร ห้องพัก หรือ ที่เรียกว่าชุมชนไซเบอร์ ที่สถานที่นี้จะเป็นแห่งเดียวในโลกที่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ทุกพื้นที่ และยังผสานบริการอื่นๆผ่านอินเทอร์เน็ต อาทิ การใช้งานกล้องวงจรปิด บริการทางการเงินทรูมันนี่ เป็นต้น
“บริการที่มีอยู่ในทุกรูปแบบของทรูจะนำเข้าไปใช้ในโครงการนี้ทั้งหมด ทั้งระบบไฮสปีดอินเทอร์เน็ต ที่มีความเร็วสูงถึง 100 Mbs ระบบไอพีทีวี ทรูวิชั่นส์ บริการดิจตอลทีวี ระบบไซเบอร์โฮม โดยทั้งหมดนี้จะตอบสนองไลฟ์สไตลล์ของผู้ใช้ ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งในพื้นที่แห่งนี้จะมีทั้งกลุ่มผู้พักอาศัย กลุ่มท่องเที่ยว ที่เข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้”
อย่างไรก็ตามการลงทุนในโครงการเดอะบีช ทรู คาดว่าสามารถที่จะคืนทุนได้ในเวลา 5 ปี และจะเริ่มมีการใช้งานหรือมีรายได้หลังจากที่ได้เปิดดำเนินการหลังจากเปิดโครงการได้ในเฟสแรกอีก2 ปีข้างหน้า ในกลุ่มพื้นที่คอนโดพักอาศัย บ้านพักตากอากาศ ส่วนอาคารโรงแรม สวนน้ำ อเมซอน ฟอลล์ สวนมหาสนุก
นายเลียแค็ท สุลต่าน แดนจี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทแปซิฟิค ชอร์ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป้าหมายหลักของโครงการนี้ เกิดขึ้นจากกระแสความต้องการของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมุ่งเน้นที่ เดสติเนชั่น รีสอร์ท ขนาดใหญ่ ที่จะเป็นศูนย์รวมแห่งความบันเทิงในการพักผ่อน ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับ 5 ดาว รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งระบบการสื่อสาร ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงพิเศษ ที่เร็วกว่า 100 mbs รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆมากมาย ซึ่งจะรวมเป็นภาพของคอนเวอร์เจนต์ของทางทรู ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้
“ในเฟสแรกจะลงทุนเริ่มต้นด้วยงบประมาณกว่า 5,800 ล้านบาท โดยเป็นการสร้างคอนโดที่พักอาศัย 3 พันล้านบาท โรงแรม 2 พันล้าน ส่วนที่เหลือจะเป็นส่วนพื้นที่สวนสนุก โดยเบื้องต้นเราคาดว่าพื้นที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์การท่องเที่ยวแห่งใหม่ให้กับประเทศไทย ที่จะดึงคนไทยและต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวได้อีกแห่งหนึ่งที่จะมีบริการอย่างครบวงจร”
ที่มา : ผู้จัดการ
“ทรู” เดินหน้าย้ำยุทธศาสตร์ “คอนเวอร์เจนซ์” มั่นใจเป็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในอนาคต เล็งดึงเทคโนโลยี “ไวแม็กซ์” ต่อยอดธุรกิจ เชื่อคุ้มค่ากว่าลงทุน “3จี” เหตุขับเคลื่อน “บรอดแบนด์” ได้อย่างเต็มรูปแบบและเหมาะ กับภูมิประเทศของไทย ทั้งเดินหน้าเพิ่มโฟกัส “ทรูมันนี่-ทรูออนไลน์” พร้อมส่งรูปแบบบริการเน้นแปลกใหม่-บุกหนักลูกค้าองค์กร
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การให้บริการแบบคอนเวอร์เจนซ์ หรือการหลอมรวมเทคโนโลยีเข้าด้วยกันเพื่อนำเสนอเป็นรูปแบบบริการใหม่ๆ จะเป็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในอนาคต ทำให้เกิดการให้บริการคอนเทนต์เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการ ดังนั้นหน้าที่ของผู้ให้บริการคือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการได้อย่างเต็มรูปแบบ และจะผสมผสานเทคโนโลยีอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้
โดยตนคาดว่าปลายปีหน้าจะเริ่มเห็นบริการคอนเวอร์เจนซ์รูปแบบใหม่มากขึ้น แต่จะมากแค่ไหนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับองค์กรผู้กำกับดูแลที่จะเอื้อเรื่อง ใบอนุญาตมากแค่ไหน เพราะปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องใบอนุญาตทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยช้ากว่าประเทศอื่น และที่สำคัญคือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่จะเอื้อให้ผู้บริโภคตื่นตัวในการใช้บริการเพียงใดด้วย
สำหรับการลงทุนอัพเกรดโครงข่ายให้เป็น 3จีนั้น ทรูจะทำเมื่อมีใบอนุญาตใหม่เกิดขึ้น เพราะการลงทุนต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมาด้วย ไม่ใช่ต้องอัพเกรดตามเทคโนโลยีโดยไร้เหตุผล
“ตนคาดหวังเรื่องเทคโนโลยีไวแม็กซ์มาก เพราะเหมาะกับภูมิประเทศของไทย และจำนวน ผู้ใช้บรอดแบนด์ของไทยยังมีน้อยเพียงแค่ 8 แสนครัวเรือน จากทั้งหมดกว่า 20 ล้านครัวเรือน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก” นายศุภชัยกล่าว และว่า
ทั้งนี้การลงทุนในเทคโนโลยี “ไวแม็กซ์” จะสามารถนำมาใช้ต่อยอดให้บริการคอนเวอร์เจนซ์ได้ดี แตกต่างจากการลงทุนใน 3จีที่อาจอิ่มตัวได้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เพราะขณะนี้ผู้บริโภคแต่ละคนก็ใช้โทรศัพท์หลายเบอร์แล้ว แต่บรอดแบนด์ยังมีช่องว่างในตลาดให้เติบโตได้อีกมาก ซึ่งคาดว่าปีหน้าทรูจะลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาท ในบริการทรูมูฟ, ทรูวิชั่นส์, ทีวีความละเอียดสูง (ไฮเดฟินิชั่นทีวี-เอชดีทีวี) และบริการบรอดแบนด์
สำหรับรายได้ของกลุ่มทรู ในขณะนี้ 45% มาจากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ “ทรูมูฟ” 40% มาจากบริการทรูออนไลน์ และอีก 15% มาจากบริการ ทรูวิชั่นส์ แต่ในปีหน้าคาดว่าทรูมันนี่ และ ทรูไลฟ์จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงจะเริ่มรุกทำตลาดลูกค้าองค์กรมากขึ้น พร้อมเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ใช้บริการแบบคอนเวอร์เจนซ์ ขณะที่ลูกค้าที่ใช้บริการแยกส่วน ทางทรูจะเน้นการกำหนดราคาที่เหมาะสมมากกว่าใช้กลยุทธ์สงครามราคา
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ