ซิสโก้เปิดตัว 4 โครงข่ายสำคัญเพื่อเตรียมพร้อมเปลี่ยนเข้าสู่ยุคศูนย์ข้อมูล 3.0 หนึ่งในนั้นคือระบบสวิตช์ตระกูล Nexus ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรม Unified Fabric ที่ซิสโก้มั่นใจว่าจะเป็นแพลตฟอร์มอนาคตต่อจากเครือข่ายความเร็ว 10 กิกะบิตอีเธอร์เน็ต เชื่อคุณสมบัติสุดหรูและความสามารถในการประหยัดพลังงานจะเอาชนะวิกฤตงบประมาณไอทีถูกตัดได้ คุยฟุ้งมีคู่แข่งหลายกลุ่มแต่ไม่มีรายใดสามารถควบรวมตลาดหลายกลุ่มไว้ในผลิตภัณฑ์เดียวได้เหมือนซิสโก้
ราจิฟ รามาสวามิ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ส่วนธุรกิจศูนย์ข้อมูล บริษัท ซิสโก้ซิสเต็มส์ จำกัด อธิบายถึงสาเหตุที่ซิสโก้เชื่อว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคศูนย์ข้อมูล 3.0 ว่ามาจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดไอทีในปัจจุบัน ทั้งในแง่ของความต้องการที่สูงขึ้นเช่นเดียวกับความสามารถของคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์และระบบคอมพิวเตอร์เสมือน สิ่งเหล่านี้ทำให้ศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center ต้องปรับตัวให้มีความสามารถที่หลากหลายมากขึ้น หนทางที่ซิสโก้เชื่อว่าดีที่สุดและจะเป็นทิศทางของศูนย์ข้อมูลในอนาคตคือการทำศูนย์ข้อมูลเสมือน หรือ Virtualization ที่สามารถรวมเครือข่ายอีเธอร์เน็ต (Ethernet) และเครื่อข่ายสตอเรจสำหรับเก็บข้อมูล (SAN) ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นคือการประหยัดพลังงาน งบประมาณ และเวลาในการติดตั้งบนความสามารถที่เพิ่มขึ้น
“ขณะนี้ความต้องการในตลาดเทียบเท่ายุคศูนย์ข้อมูล 3.0 แล้ว เชื่อว่าปีหน้าจะมีการใช้งานเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล 3.0 แพร่หลายมากขึ้นทั่วโลก ยุคนี้อาจกินเวลา 5-10 ปีข้างหน้า”
เบอร์นาร์ด ทรูเดล หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ซิสโก้เอเชียแปซิฟิก กลับไม่คิดเช่นนั้น ทรูเดลเชื่อว่ายุคศูนย์ข้อมูล 3.0 อาจกินเวลายาวนานถึง 20 ปี
“ยุค 1.0 คือยุคของการ Centralized รวมศูนย์กลางเข้าสู่เมนเฟรม ยุค 2.0 คือยุค Decentralized หรือยุคของไคลเอนท์เซิร์ฟเวอร์ เพิ่มหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย LAN, SAN และไฟร์วอลล์จากเดิมที่ศูนย์ข้อมูลทำหน้าที่เชื่อมต่อไอพีเป็นหลัก ยุค 3.0 นี้คือยุคของการ Virtualized เพิ่มหน้าที่การเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ ให้บริการแอปพลิเคชันและเชื่อมต่อโครงข่ายที่ต่างกัน”
ทรูเดลให้ข้อมูลว่า ซิสโก้ใช้งบประมาณในการิจัยและพัฒนาโซลูชันศูนย์ข้อมูล 3.0 เป็นเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี การศึกษาที่ผ่านมาทำให้ซิสโก้เปิดตัว 4 โครงข่ายสำคัญที่จำเป็นต่อการผันตัวสู่ยุค 3.0 ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากทั้งกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และเล็ก
หนึ่งคือสถาปัตยกรรมโครงข่ายใยแก้วรวมศูนย์หรือ Unified Fabric ความสามารถคือการรวมเครือข่าย Ethernet และเครื่อข่าย SAN ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ซิสโก้เชื่อว่าสถาปัตยกรรมนี้จะมาแทนที่โครงข่ายความเร็ว 40-100GbE (กิกะบิตอีเธอร์เน็ต) ซึ่งเป็นโครงข่ายอนาคตถัดจาก 1-10GbE
“แม้ศูนย์ข้อมูลจะไม่ต้องใช้พลังงานไฟมาก เพราะเซิร์ฟเวอร์และระบบเก็บข้อมูลต้องการไฟเลี้ยงมากกว่า แต่ศูนย์ข้อมูลจะช่วยให้เซิร์ฟเวอร์และสตอเรจเหล่านี้ลดการใช้พลังงานได้ Unified Fabric จะช่วยลดการใช้พลังานในเครือข่ายลง 8% ลดเวลาติดตั้งระบบลงจากเดือนมาเป็นนาที เพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงระบบที่เหนือกว่า และสามารถใช้งานได้ดีกับระบบคอมพิวเตอร์เสมือนทั้งหลายในยุคนี้”
|
|||
สองคือระบบสวิตช์แพลตฟอร์มใหม่ Nexus 7000 Series เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สวิตช์รุ่นแรกในตระกูล Nexus รองรับความเร็วการเชื่อมต่อ 15 เทราบิตต่อวินาที ราคาเริ่มที่ 75,000 เหรียญสหรัฐ เริ่มวางจำหน่ายทั่วไปไตรมาสสองปีนี้
“Nexus มีความหมายว่า Intersection of VAN and SAN ตัว 7000 Series เราใช้งบประมาณพัฒนา 250 ล้านเหรียญ เชื่อว่าธุรกิจขนาดใหญ่และ SMB ที่มีคอนเทนท์มากมายในมือจะให้ความสนใจ”
สามคือระบบปฏิบัติการ NX-OS เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับศูนย์ข้อมูลตัวแรกที่สามารถรองรับโปรโตคอลหลายชนิด ถูกติดตั้งในสวิตช์ 7000 Series ด้วย รองรับการอัปเกรดระบบแบบเรียลไทม์ เป็นการพัฒนาต่อยอดจากลินุกซ์ และสี่คือโปรแกรม Data Center Network Manager (DCNM) โปรแกรมบริหารระบบครบวงจรแบบรวมศูนย์ สามารถรองรับระบบเชื่อมต่อ L2, L3, Fibre Channal และ Unified Fabric
ราจิฟให้ข้อมูลว่า รายรับราว 20% ของซิสโก้นั้นมาจากธุรกิจจำหน่ายระบบสวิตช์ ซิสโก้สามารถครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ในตลาดโครงข่ายความเร็ว 10GbE เอเชียแปซิฟิกประจำปี 2007 จากมูลค่าตลาดโลก 119 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับคู่แข่ง ทรูเดลมองว่าซิสโก้มีคู่แข่งไม่ซ้ำรายในตลาดสวิตช์และสตอเรจ แต่ไม่มีคู่แข่งรายใดที่สามารถเข้าสู่ตลาดรวมเช่นที่ซิสโก้ทำวิจัยและพัฒนาจนสามารถสร้างเทคโนโลยีโครงข่ายรวมศูนย์นี้ได้ โดยตลาดประเทศไทยยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนาเข้าสู่ยุค 3.0 มองว่าธุรกิจธนาคารและธุรกิจให้บริการ service provider คือธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลล้ำหน้ากว่าธุรกิจอื่น ภาพโดยรวมไม่ต่างจากประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน
“ปัญหาเศรษฐกิจอาจทำให้บริษัทตัดงบประมาณลงทุนด้านไอทีลง แต่เชื่อว่าหลายบริษัทกำลังหาหนทางใช้เทคโนโลยีมาประหยัดต้นทุนการดำเนินงานเช่นกัน ซิสโก้เชื่อว่าโซลูชันของเราสามารถช่วยให้องค์กรประหยัดต้นทุน และสนับสนุนให้ธุรกิจมีความสามารถด้าน Productivity มากขึ้น”
สำหรับทิศทางศูนย์ข้อมูล 4.0 ในอนาคต ทั้งราจิฟและทรูเดลมีความเห็นตรงกันว่า อาจจะอยู่ในรูปของ Utility Computing หรือการคำนวณที่อยู่ในรูปสาธารณูปโภค ผู้บริโภคสามารถใช้งานข้อมูลได้โดยไม่ต้องกังวลกับทรัพยากรระบบ เช่นเดียวกับที่ผู้บริโภคสามารถใช้ไฟฟ้าโดยไม่ต้องมีโรงไฟฟ้าเป็นของตัวเอง โดยทรูเดลเชื่อว่าอาจอยู่ในรูปของสังคมหรือ Community แทนการอยู่ในรูปของบริการเช่นปัจจุบัน
ที่มา : ผู้จัดการ