อินเทล คอร์ปอเรชั่น ย้ำความเป็นปีทองของปี 50 ด้วยการประกาศรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 35 (ตัวเลขถึงไตรมาสที่ 3) เขย่าตลาดด้วยการเปิดตัวโปรเซสเซอร์รุ่นแรกของโลกที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 45 นาโนเมตร รวมถึงการสาธิตโปรเซสเซอร์จากสถาปัตยกรรมย่อยใหม่ชื่อรหัส Nehalem ซึ่งจะออกสู่ตลาดในปีหน้า และชิปทดสอบขนาด 35 นาโนเมตรที่ทำงานได้ตามเป้าหมาย
ความเคลื่อนไหวของอินเทลที่เด่นที่สุดในรอบปีเห็นจะหนีไม่พ้นการปฏิวัติเทคโนโลยีการผลิตทรานซิสเตอร์ ซึ่งทำให้การทำงานของไมโครโปรเซสเซอร์โดดเด่นกว่าที่เคยมีมา
ปฏิวัติทรานซิสเตอร์
ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา อินเทลได้เปิดตัวโปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุดคือ ตระกูล Penryn โดยได้นำวัสดุทรานซิสเตอร์ที่เป็น high-k metal gate (Hi-k) ที่มีส่วนผสมของธาตุ Hafnium มาใช้กับโปรเซสเซอร์สองรุ่นคือ อินเทล คอร์ เอ็กซ์ตรีม โปรเซสเซอร์ และอินเทล ซีออน โปรเซสเซอร์ สำหรับเซิร์ฟเวอร์และเกมระดับสูง
โปรเซสเซอร์ที่สร้างด้วยเทคโนโลยี 45 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลกนี้ นอกจากจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นแล้ว ยังช่วยลดการรั่วไหลของอิเล็กตรอนในทรานซิสเตอร์ จึงทำให้ประหยัดไฟมากขึ้น จนกอร์ดอน มัวร์ ถึงกับเรียกว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงของทรานซิสเตอร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี และแม้แต่นิตยสารไทม์ก็ยังยกให้โปรเซสเซอร์เทคโนโลยี 45 นาโนเมตรของอินเทลเป็นหนึ่งในสุดยอดนวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี 2550
ปีนี้ อินเทลยังคงบรรลุเป้าหมายที่วางไว้สำหรับกลยุทธ์การเปิดตัวสถาปัตยกรรมย่อยใหม่สลับกันปีต่อปีกับกระบวนการผลิตที่ย่อขนาดลง (เทคโนโลยีการผลิต 45 นาโนเมตรที่อินเทลทำได้ในปีนี้ และการสาธิตไมโครอาร์คิเทคเจอร์ใหม่ที่มีชื่อรหัสว่า Nehalem ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2551) เชื่อว่าเทคโนโลยีการผลิตขนาด 32 นาโนเมตรจะสามารถนำมาใช้ในปี 2552 ได้
ลุยไวแมกซ์ต่อเนื่อง
ในกลางปี 2550 อินเทลได้เริ่มทดลองใช้โมดูลที่รวมไวไฟและไวแมกซ์ในอุปกรณ์ชุดเดียวกันสำหรับแล็ปท้อป ซึ่งจะเป็นออพชั่นที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ที่มีชื่อรหัสว่า Montevina สำหรับแล็ปท้อปที่เป็นเซนทริโนตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
นอกจากนี้ อินเทลยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา Mobile WiMAX Silicon สำหรับเครื่องเล่นอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่และอุปกรณ์เครื่องใช้อิเล็กโทรนิกส์สำหรับปี 2551 และในเดือนกันยายนที่ผ่านมา บริษัทโนเกียได้ประกาศว่าจะใช้เทคโนโลยีไวแมกซ์ของอินเทลในเครื่องเล่นอินเทอร์เน็ตพกพารุ่น N-series ที่จะออกใหม่ในอนาคต
ในเดือนตุลาคม สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรขององค์การสหประชาชาติได้ประกาศสนับสนุนให้เลือกใช้ไวแมกซ์เป็นเทคโนโลยีสำหรับบริการบรอดแบนด์ไร้สายเคลื่อนที่ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ทำให้คาดว่าธุรกิจจะมีการขยายตัวรวดเร็วยิ่งขึ้นอีก โดยภายในปี 2553 คาดว่าจะมีผู้ให้บริการไวแมกซ์กว่า 20 รายครอบคลุมผู้ใช้บริการเกือบพันล้านคนทั่วโลก
โชว์ชิป 80 คอร์
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทีมวิจัยของอินเทลได้สาธิตชิปเดี่ยวที่มีจำนวนคอร์มากถึง 80 คอร์ ซึ่งชิปที่ว่านี้มีขนาดเล็กเกือบเท่าเล็บมือ และใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในปัจจุบันเกือบทั้งหมด
เปิดโรงงานเพิ่ม
ในเดือนตุลาคม อินเทลยังเปิดโรงงานผลิตขนาดใหญ่แห่งเรกสำหรับเทคโนโลยี 45 นาโนเมตรที่เมืองแชนด์เลอร์ รัฐอริโซนา เพื่อผลิตโปรเซสเซอร์ด้วยทรานซิสเตอร์ของอินเทลแบบ high-k metal gate ที่มีส่วนผสมของธาตุ Hafnium โดยโรงงานที่ให้ชื่อว่า Fab 32 นี้เป็นโรงงานผลิตแผ่นวงจรขนาด 300 มม.แห่งที่หกของอินเทล
นอกจากนี้อินเทลมีแผนการที่จะเปิดโรงงานคล้ายกันอีกสองแห่งในปีหน้า คือที่เมือง Kiryat Gat ประเทศอิสราเอล และ ที่เมืองริโอรานโช ในรัฐนิวเม็กซิโก
ไม่ใช่เพียงสหรัฐ อินเทลยังเตรียมเปิดโรงงานในประเทศจีนด้วย ระบุว่าอินเทลได้เริ่มทำการก่อสร้างโรงงานผลิตแผ่นวงจรขนาด 300 มม.ที่เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ซึ่งอยู่บนชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โรงงานมูลค่าสองพันห้าร้อยล้านเหรียญสหรัฐที่ใช้ชื่อว่า Fab 68 แห่งนี้จะเป็นโรงงานผลิตแผ่นวงจรแห่งแรกของอินเทลในทวีปเอเชีย และเป็นการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญเพิ่มจากการลงทุนของอินเทลที่มีอยู่แล้วในประเทศจีน
เน้นรักษ์โลก
อินเทลระบุว่า ตั้งแต่ปี 2551 ชิปเซ็ตขนาด 65 นาโนเมตร และ 45 นาโนเมตรของอินเทลจะไม่มีสารฮาโลเจนเป็นส่วนประกอบอีกต่อไป เนื่องจากฮาโลเจนเป็นสารกันไฟที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ในปัจจุบันโปรเซสเซอร์ 45 นาโนเมตรรุ่นล่าสุดของบริษัทยังไร้สารตะกั่วอีกด้วย ส่วนที่โรงงาน Fab 32 แห่งใหม่ล่าสุดของอินเทลในรัฐอริโซนามีการรีไซเคิลน้ำที่ใช้กว่าร้อยละ 70 เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
ที่ผ่านมาในปีนี้ อินเทลร่วมกับกูเกิลและพันธมิตรต่างๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม Climate Savers Computing Initiative โดยมุ่งมั่นที่จะกำหนดเป้าหมายใหม่ที่เข้มงวดเพื่อให้คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบต่างๆ ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าที่สุด
ยกพลชิปเคลื่อนที่
ในเดือนพฤษภาคม อินเทลได้เปิดตัวเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ อินเทล เซนทริโน โปรเซสเซอร์ เทคโนโลยี ซึ่งเดิมใช้ชื่อรหัสว่า Santa Rosa โดยเทคโนโลยีนี้ใช้อินเทล คอร์ 2 ดูโอ โปรเซสเซอร์ ที่เร็วยิ่งขึ้น ต่อระบบไวไฟด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ 802.11n ที่มีแบนด์วิธสูง ประมวลผลด้านภาพได้สวยงามยิ่งขึ้น และมาพร้อมออพชั่นหน่วยความจำ Intel Turbo Memory ขณะเดียวกันยังเป็นการเข้าสู่ตลาดของเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ อินเทล เซนทริโน โปร ที่เพิ่มระดับความปลอดภัยและการใช้งานให้ง่ายขึ้นในเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจ
ปัจจุบัน อินเทลได้จัดส่งอินเทล วีโปร เทคโนโลยี และ อินเทล เซนทริโน โปร ไปแล้วมากกว่าห้าล้านชุด
ไม่เพียงเท่านี้ อินเทลยังเปิดตัว Ultra Mobile Processor สำหรับเครื่องเล่นอินเทอร์เน็ตพกพาในนาม Intel Ultra Mobile platform 2007 หรือที่เรียกชื่อรหัสว่า McCaslin สำหรับเครื่องเล่นอินเทอร์เน็ตแบบพกพา (Mobile Internet Device - MID) และ Ultra-Mobile PC (UMPC) และยังได้ประกาศขยับการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ที่เรียกว่า Menlow สำหรับอุปกรณ์สองกลุ่มดังกล่าวให้เร็วขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้ครึ่งหลังของปี 2551 มาเป็นภายในครึ่งแรกของปี โดย Menlow จะบรรจุโปรเซสเซอร์ Silverthorne ที่ใช้พลังงานต่ำขนาด 45 นาโนเมตรที่ใช้ High-K ไว้ด้วย
สำหรับอนาคต อินเทลวางแผนขยายตลาดชิปเคลื่อนที่ในสามจุดหลัก หนึ่งคือโปรเซสเซอร์สุดยอดประหยัดพลังงานสำหรับอุปกรณ์ “อินเทอร์เน็ตพกติดตัว” (Internet in your pocket) สองคือโปรเซสเซอร์สำหรับอุปกรณ์เครื่องใช้อิเล็กโทรนิกส์ภายในบ้าน เช่น กล่องเชื่อมสัญญาณโทรทัศน์เข้ากับอินเทอร์เน็ต (television set-top box) และสามคือผลิตภัณฑ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอื่นๆ และขยายการผลักดันของบริษัทในการสร้างคอมพิวเตอร์ต้นทุนต่ำให้แก่ประเทศเกิดใหม่
เชื่อว่าโครงการเหล่านี้จะเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้นในปีหน้า
ดึงซันเป็นพันธมิตร
ในเดือนมกราคม อินเทล กับ ซัน ไมโครซิสเต็มส์ ประกาศการเป็นพันธมิตรร่วมกันในด้านต่างๆ ซึ่งมีผลคือ ซันจะทำการผลิตเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชั่นตระกูลใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งการใช้งานธุรกิจและโทรคมนาคมโดยใช้อินเทล ซีออน โปรเซสเซอร์
ขณะที่อินเทลจะให้การสนับสนุน Solaris เป็นระบบปฏิบัติการหลัก โดยซันได้เริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชิปของอินเทลไปเรียบร้อยแล้ว
ชูคอมพ์สำหรับเด็ก
ในปัจจุบันจากที่มีเด็กนักเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลายเกือบหนึ่งพันสองร้อยล้านคนทั่วโลก แต่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้เพียงห้าสิบล้านเครื่อง อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์จึงร่วมใจกันในความพยายามขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กทั่วโลก มีการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทุนต่ำเพื่อช่วยให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษา
ตัวอย่างเช่น อินเทลได้พัฒนาและนำเสนอคลาสเมทพีซี (Classmate PC) ซึ่งใช้ชิปของอินเทล และมีความทนทานสูง โดยจะไม่เสียหายเมื่อถูกทำหล่นหรือมีน้ำหกใส่ และยังมาพร้อมกับซอฟต์แวร์พิเศษทางการศึกษาที่โหลดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้อินเทลยังทำงานร่วมกับโครงการ One Laptop per Child และบริษัท อัสซุส ในเอเชียเพื่อสร้างเครื่องโน้ตบุ๊กต้นทุนต่ำเพื่อตอบสนองความจำเป็นในส่วนดังกล่าว
นอกจากการให้ความสำคัญกับเยาวชน อินเทลยังให้ความสำคัญด้านสาธารณสุขด้วย โดยในเดือนกุมภาพันธ์ อินเทลประกาศเปิดตัว Mobile Clinical Assistant (MCA) แพลตฟอร์มอ้างอิงตัวแรกที่บริษัทสร้างขึ้นสำหรับการสาธารณสุขโดยเฉพาะ โดยมีเหล่าพยาบาลในโรงพยาบาลทั่วโลกกำลังนำมาใช้เป็นการนำร่องโดยผ่านทางผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Motion Computing นอกจากนี้ ภายในสิ้นปีนี้ Motion C5 จะถูกนำมาใช้ในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกาเป็นการนำร่อง
บุกเบิกธุรกิจหน่วยความจำแฟลช
เพื่อตอบสนองต่อความต้องการทั่วโลกที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาที่ใช้หน่วยความจำระดับสูง อินเทลจึงร่วมกับ STMicroelectronics และ Francisco Partners จัดตั้งบริษัทอิสระที่ได้ชื่อในภายหลังว่า Numonyx โดยการรวมเอาธุรกิจหน่วยความจำแฟลช NOR ของอินเทล เข้ากับธุรกิจหน่วยความจำแฟลช NOR และ NAND ของ STMicroelectronics เข้าด้วยกัน
ที่มา : ผู้จัดการ
|
|
|||
คาซูมาเซ โยชิดะ ประธานบริษัท อินเทล ของญี่ปุ่น โชว์ไมโครโปรเซสเซอร์ Xeon ใหม่เทคโนโลยีการผลิต 45 นาโนเมตร
เปิดตัวเป็นทางการแล้วสำหรับไมโครโปรเซสเซอร์ Xeon ใหม่ขนาด 45 นาโนเมตรจากอินเทล
คาซูมาเซ โยชิดะ ประธานบริษัท อินเทล ของญี่ปุ่น โชว์ไมโครโปรเซสเซอร์ Xeon ใหม่เทคโนโลยีการผลิต 45 นาโนเมตร สำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และชิปคอร์ทูเอ็กซ์สตรีม (Core2 Extreme) สำหรับเดสท็อปพีซี สำหรับโปรเซสเซอร์ตัวใหม่ ได้มีการปรับปรุงเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าโปรเซสเซอร์เทคโนโลยีการผลิต 65 นาโนเมตรที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
Xeon ใหม่เทคโนโลยีการผลิต 45 นาโนเมตร
ชิปคอร์ทูเอ็กซ์สตรีม
ที่มา : ผู้จัดการ