เผลอแป๊บเดียวก็จะถึงสิ้นปีกันอีกแล้ว ในช่วงปี 2007 ที่ผ่านมา มีหลายสิ่งเกิดขึ้นในวงการไอทีและโลกไซเบอร์มากมาย ยังไม่นับรวมนวัตกรรมไฮเทคอีกเป็นกุรุสๆ ที่ทยอยตบเท้ากันออกมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกกลมๆ ใบนี้

ผมจะขอพูดถึงโลกไอทีเพียงอย่างเดียวละกันครับ เพราะแค่วงการนี้วงการเดียวก็มีอะไรให้เขียนเพียบเลย ซึ่งในปี 2008 คุณจะได้เห็นเทคโนโลยีและสินค้าไอทีหลากหลายชนิด ที่ถูกพัฒนาให้มีคุณสมบัติและความสามารถมากขึ้น รวมถึงใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในกระบวนการผลิต แน่อนว่าบางตัวก็ถือเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งจะคลอดออกมาสดๆ ร้อนๆ ก็มี ซึ่งผมได้รวบรวมความไฮเทคทั้งหลายมาในบทความนี้แล้ว ไปติดตามอัพเกรดเทคโนโลยีพร้อมๆ กันเลยครับ 

Super PC…มากกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

PC หรือ Personal Computer ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสำหรับผู้ใช้ตามบ ้านทั่วๆ ไป แต่วันนี้ คำว่า ‘PC’ อาจใช้นิยามระบบประมวลผลส่วนบุคคลไม่ได้แล้ว เพราะด้วยความสามารถ และความแรงของมันที่เก๋าเกินกว่าจะใช้งานภายในบ้านเพียงอย่างเด ียว ในปี 2008 คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะมีประสิทธิภาพในการประมวลผลที่สูงขึ้นอี กหลายเท่า ด้วยองค์ประกอบฮาร์ดแวร์ที่ถูกอัพเกรดเทคโนโลยีใหม่เข้ามาดังต่ อไปนี้

มัลติโพรเซสเซอร์ : คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ในปี 2008 จะถูกเปลี่ยนสมองกลอย่างซีพียู จากเดิมที่ใช้ซีพียูแบบซิงเกิลคอร์ ไปเป็นมัลติคอร์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มีหลายซีพียูย่อยๆ ในซีพียูเดียว บริษัท อินเทล ถือเป็นเจ้าพ่อและยังคงเป็นผู้นำ ในแพลตฟอร์มมัลติคอร์หรือดูอัลซีพียู ทิ้งให้เอเอ็มดีวิ่งตามอยู่ไม่ไกลนัก โดยผู้ใช้ที่กำลังซื้อเครื่องใหม่ หรือต้องการอัพเกรดเครื่องใหม่ จะเลือกใช้ซีพียูแบบหลายคอร์เป็นหลัก ส่วนแนวโน้มที่ผู้ใช้จะกระโดดมาที่ Quard-Core เลยนั้นก็มีสูงทีเดียว ซึ่งในปีหน้า ทั้งอินเทลและเอเอ็มดีต่างก็เตรียมแพลตฟอร์มซีพียูดังกล่าวเอาไ ว้รองรับอีกหลายรุ่นทีเดียว

          

DDR3 มาแล้ว : หน่วยความจำหลักของเครื่องกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของความเร็วไปอ ีกขึ้น หลังจากผู้ผลิตเมนบอร์ดหลายรายเริ่มเดินเครื่องกับหน่วยความจำ DDR3 บนบอร์ดของตนเอง โดยไม่รอให้ผู้ผลิตแรมแผงได้เป็นผู้กำหนดช่วงเวลาในการออกแรมตั วใหม่ตามเดิม ทำให้ตลาดคอมพิวเตอร์กลับมาคึกคักเหมือนเดิม เนื่องจากผู้บริโภคจะได้ใช้แรม DDR3 เร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งล่าสุดแรม DDR3 ก็มีวางจำหน่ายแล้วนะครับ แต่ค่าตัวยังแพงอยู่มาก ดังนั้น ช่วงปีหน้านี้ ตลาดแรมจะชูโรงไปที่ DDR3 เป็นหลัก ส่วนแรม DDR2 จะถูกปรับราคาลดลงมาอีก ใครที่ยังคงใช้เทคโนโลยีเก่าก็เตรียมได้เฮกับราคาสินค้าที่ถูกล ง ส่วนใครที่เกาะแต่กระแสเทคโนโลยีใหม่ๆ ปีหน้าได้สมใจคุณแน่ครับ

USB 3.0 ซูเปอร์ไฮเวย์ : ใครที่คิดว่าพอร์ต USB 2.0 เริ่มโอนถ่ายข้อมูลได้เร็วไม่ถึงใจละก็ ปี 2008 คุณจะได้ยิ้มแก้มฉีกแน่ เพราะเทคโนโลยีของ USB 3.0 กำลังจะมาให้ใช้งานกันแล้ว ด้วยอัตราเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลในระดับ 4.8Gbps หรือเร็วกว่า USB 2.0 ประมาณ 10 เท่า (USB2.0 = 480Mbps) ทำให้การรับส่งไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ๆ ระดับกิกะไบต์ ทำได้อย่างรวดเร็ว เพียงแต่ยังมีค่าตัวที่แพงอยู่มาก เพราะใช้เทคโนโลยีของไฟเบอร์ออปติกมาทำงานร่วมกับสายทองแดง เป็นผลให้กระบวนการผลิตออกมาเป็นการ์ดอะแดปเตอร์ หรือ USB ฮับจึงมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในปีหน้าผู้ผลิตเมนบอร์ดชั้นนำหลายราย คงได้นำเอาเทคโนโลยีของ USB 3.0 มาติดตั้งไว้ในเมนบอร์ดด้วย ซึ่งรวมไปถึงผู้ผลิตคอมพิวเตอร์แบรนด์ดังต่างๆ ด้วยเช่นกัน

High Density HDD : ปี 2008 คอมพิวเตอร์ตามบ้านจะมีฮาร์ดดิสก์ลูกใหญ่ขึ้นกว่าเดิม (ความจุ) และมีมากกว่าหนึ่งตัวด้วย ซึ่งที่ความจุระดับหนึ่งเทราไบต์ (1,000 กิกะไบต์) จะได้รับความนิยมจากผู้ใช้มาก เนื่องจากพฤติกรรมในการใช้ไฮสปีดอินเทอร์เน็ตบ้านเราเน้นการดาว น์โหลดไฟล์มาเก็บไว้ในเครื่องค่อนข้างมาก โดยเฉพาะพวกที่ชอบโหลดบิตหรือแชร์ไฟล์แบบ P2P จำเป็นต้องหาฮาร์ดดิสก์ลูกใหญ่ๆ เข้าไว้ และที่ผมกระโดดข้ามระดับความจุ 500-700 กิกะไบต์ ไปก็เพราะว่าเมื่อเทียบกับราคาและความคุ้มค่าแล้ว กัดฟันเพิ่มเงินอีกสักหน่อยก็ได้ฮาร์ดดิสก์เทราไบต์มาครอบครองแ ล้ว โดยฮาร์ดดิสก์แบบ IDE จะค่อยๆ หายไปจากตลาด แน่อนว่าเมื่อมันหาซื้อยากขึ้น ราคาก็ถีบตัวสูงขึ้นไปด้วย ใครที่มีควมจำเป็นต้องใช้ก็รีบๆ ซื้อเก็บไว้ก่อนก็จะดีครับ เพราะในปีหน้าราคามันจะแพงกว่าเดิม

การ์ดจอระดับเทพ : ถ้าคุณเป็นคอเกมตัวจริงละก็ ปีหน้าค่ายเกมต่างๆ จะส่งเกมที่พัฒนาภายใต้ DirectX 10 ออกมาเป็นดอกเห็ด แน่นอนว่าเกมพวกนี้ต้องการฮาร์ดแวร์ของเครื่องที่สูงปรี๊ด คุณอาจต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่เลยก็ได้หากต้องการเล่นเกมในระดับ เทพพวกนี้ และที่สำคัญการ์ดจอของคุณก็ต้องอยู่ในระดับเทพด้วยเช่นกัน ในปีหน้า ผู้ผลิตการ์ดจอจะอัดแรมมาให้มากกว่าเดิม ตั้งแต่รุ่นเล็กๆ ไปจนถึงรุ่นใหญ่จะมีแรมที่เพิ่มขึ้น โดยจะเลือกใช้แรม GDDR4 กับการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ มากขึ้นด้วย ส่วนชิปกราฟิกตัวใหม่ๆ ในปีหน้า ทั้ง nVIDIA และ ATi ต่างก็การันตีมาว่ามีเซอร์ไพรซ์ให้เห็นแน่ ใครที่เป็นสาวกของค่ายไหน หรือยังมีใจโลเลไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ปี 2008 จะได้รู้กันว่าใครจะเจ๋งกว่ากัน!

Blu-ray & HD-DVD in PC : และแล้วแผ่นซีดีก็กำลังกลายเป็น Dog (หัวเน่า) ซึ่งตกอยู่ในชะตากรรมแบบเดียวกับแผ่นฟลอปปี้ดิสก์ในอดีต เมื่อเทคโนโลยีใหม่เข้ามาก็ถึงเวลาที่ของเดิมต้องเดินจากไป แต่ก็ไม่ถึงขนาดว่าหายหน้าหายตาไปเลยนะครับ แผ่นซีดีจะถูกใช้งานน้อยลงเรื่อยๆ เพราะว่ามีแฟลชไดรฟ์ที่ใช้ง่ายและสะดวกกว่ามาทำหน้าที่แทนได้อย ่างลงตัว ซึ่งปัจจุบันแฟลชไดรฟ์ก็เพิ่มความจุมาถึง 4 กิกะไบต์ กันแล้ว แถมยังมีราคาที่ไม่แพงด้วย ส่วนแผ่นดีวีดีนั้นยังมีชีวิตยืนยาวไปได้อีกนานพอตัวครับ เนื่องจากยังคงเป็นฟอร์แมตที่วงการภาพยนตร์ทั่วโลกให้การสนับสน ุนอยู่ แต่เรื่องนี้ก็ไม่แน่นะครับ เพราะล่าสุดไดรฟ์ Blu-ray และ HD-DVD สำหรับคอมพิวเตอร์ได้วางตลาดเป็้นที่เรียบร้อยแล้ว รอให้ราคาถูกลงมาหน่อย รับรองว่าต้องมีใครดาวน์โหลดหนัง Hi-Def จากเน็ตมาไรท์ลงแผ่นพวกนี้แน่ แต่ถ้าคุณคิดจะดูหนังจากแผ่น Blu-ray และ HD-DVD บนเครื่องคอมพิวเตอร์ละก็ ขอบอกไว้ก่อนนะครับว่าสเปกเครื่องต้องแรงพอตัวเชียวล่ะ ตั้งแต่ซีพียู การ์ดจอ แรม ฮาร์ดดิสก์ เอาเป็นว่ารอดูปีหน้ากันดีกว่าครับ ราคาของไดรฟ์และแผ่นพวกนี้จะแพงขึ้นหรือว่าถูกลงกันแน่!

High Def แพร่ระบาด

โลกของภาพและเสียงที่มีความละเอียด ความคมชัด และมีสีสันดุจธรรมชาติ กำลังเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของอุปกรณ์ไอทีไปแล้ว ตั้งแต่จอภาพ กล้องวิดีโอ กล้องดิจิตอล เครื่องพิมพ์ เครื่องฉายภาพ ฯลฯ

Hi-Def หรือ High Definition ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกดิจิตอลให้มีควา มสมจริงขึ้นเรื่อยๆ เมื่ก่อนเราอาจจะคุ้นเคยกับระบบอะนาล็อกเชยๆ ที่กลายเป็นเทคโนโลยีล้าสมัยไปแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ โลกของดิจิตอลมีอะไรใหม่ๆ ให้เราได้สัมผัสอยู่เสมอ ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นไป สินค้าไอที เอวี จะยกระดับตัวเองขึ้นมาอยู่ในโลกของ Hi-Def มากขึ้น เรียกว่าเป็นคุณสมบัติพื้นฐานไปเลยก็ว่าได้ ไปดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง ?

จอภาพ Hi-Def : ไม่ว่าจะเป็น LCD มอนิเตอร์ หรือ LCD TV ในอนาคตอันใกล้นี้จะรองรับการแสดงผลแบบ Hi-Def ได้ทั้งหมด เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ จะว่าไปแล้วก็เกิดขึ้นมานานพอตัว ดังนั้น การนำมาเป็นองค์กอบพื้นฐานของจอแสดงผลทั่วไปจึงไม่ใช่เรื่องแปล กอะไร จอภาพแบบ Hi-Def สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป นอกจากช่วยให้คุณดูภาพยนตร์ในระดับ Hi-Def แบบเต็มตาและเต็มคุณภาพแล้ว งานตัดต่อวิดีโอแบบ Hi-Def ก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย เพราะสามารถแสดงคุณภาพวิดีโอแบบ Hi-Def ได้เลยบนหน้าจอคอมพ์ ที่สำคัญยังช่วยให้คุณไม่ต้องซื้อชุดโฮมเธียเตอร์ราคาแพงๆ ให้เปลืองเงินอีกด้วย มีคอมพ์เครื่องเดียว ทำได้ทุกอย่าง

กล้องวิดีโอ Hi-Def : เทคโนโลยีของ Hi-Def ไม่ได้มีแต่เฉพาะจอภาพเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงระบบบันทึกภาพและเสียงด้วย ซึ่งปัจจุบัน กล้องวิดีโอที่สามารถบันทึกภาพในระดับ Hi-Def มีออกมาหลายยี่ห้อแล้ว ความแตกต่างของกล้องวิดีโอทั่วไป ที่ไม่รองรับการบันทึกภาพวิดีโอระดับสูง กับกล้องวิดีโอ Hi-Def ก็อยู่ที่ความคมชัดของภาพและเสียงนั่นเอง กล้องวิดีโอ Hi-Def สามารถบันทึกภาพวิดีโอขนาดใหญ่ที่ความละเอียดสูงๆ ได้สบายๆ เหมาะสำหรับงานประเภทที่ต้องเน้นคุณภาพเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องใช้กล้องวิดีโอราคาแพงๆ เลย นอกจากกล้องวิดีโอ Hi-Def แล้ว ตอนนี้กล้องดิจิตอลความละเอียดระดับ 20 ล้านพิกเซล ก็กำลังทยอยออกมา ซึ่งสามารถบันทึกภาพขนาดใหญ่ที่ความละเอียดสูงๆ ได้โดยภาพไม่แตก ซึ่งจะเรียกว่าเป็นการบันทึกภาพถ่ายแบบ Hi-Def ก็คงไม่ผิดอะไรนัก เพราะแสดงถึงนิยามแห่งความคมชัดสูงเช่นกัน

Hi-Def Photo : ต้องยอมรับว่าไฟล์สกุล JPEG เป็นไฟล์ภาพที่ได้รับความนิยมสูงสุด ถึงแม้จะได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ปี 1994 แล้วก็ตาม แต่วันนี้ไฟล์ JPEG ยังคงถูกใช้งานมากที่สุด และไม่มีทีท่าว่าผู้ใช้จะเปลี่ยนใจไปหาฟอร์แมตใหม่ๆ เลย สำหรับ มาตรฐานใหม่อย่าง HD Photo นั้น เดิมทีถูกเรียกว่า “Windows Media Photo” หรือว่า Photon เป็นไฟล์ภาพสกุลใหม่ (นามสกุล .wdp และ .hdp) โดยใช้เวลาในการพัฒนายาวนานถึง 6 ปี ด้วยกัน เพื่อใช้กับมาตรฐานไฟล์ใหม่บนระบบไมโครซอฟท์ โดยลักษณะของไฟล์ภาพนั้นจะถูกบีบอัดให้มีความสูญเสียของภาพน้อย ที่สุดเมื่อเทียบกับภาพต้นฉบับ ปัจจุบัน ไมโครซอฟท์ได้นำไฟล์ภาพสกุลใหม่นี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Microsoft XPS documents โดยติดตั้งโค้ดผ่านโปรแกรม .NET Framework 3.0 หลักการของ HD Photo ค่อนข้างล้ำหน้ากว่ามาตรฐานการบีบอัดไฟล์ภาพที่ใช้กันอยู๋ในปัจ จุบันพอสมควร นั่นก็คือ ในการบีบอัดและคลายไฟล์ภาพนั้นจะใช้ระบบ Integer operation ซึ่งต่างจากหลักการแบ่งแยกไฟล์ออกเป็นไฟล์ย่อยๆ เหมือนที่เคยใช้กันมาตลอด (Divided operation) ทำให้ขั้นตอนของการบีบอัดและคลายไฟล์นั้นทำได้เร็วกว่าระบบเดิม

นอกจากนี้ ฟอร์แมตดังกล่าวยังสนับสนุนเฉดสีที่เป็น Monochrome, RGB, CMYK, RGBE Radiance หรือว่า “n-channel color” ด้วยลักษณะของฟอร์แมตที่สนับสนุนให้ 1 ไฟล์สามารถมีหลายภาพได้ ทำให้ในการถอดรหัสหรือว่า ดีโค้ด (decode) ภาพนั้นไม่จำเป็นต้องถอดรหัสภาพทั้งหมด เมื่อเทียบกับไฟล์ภาพที่เป็นฟอร์แมต JPEG 2000 แล้ว HD Photo จะสามารถบีบอัดไฟล์ได้มากกว่า 2.5 เท่า โดยสูญเสียรายละเอียดของภาพน้อยที่สุดด้วย คาดว่าในช่วงปี 2008 เป็นต้นไปจะมีแอพพลิเคชัน และอุปกรณ์ดิจิตอลหลายตัวด้วยกันที่สนับสนุนไฟล์ภาพชนิดนี้

โฉมหน้าใหม่ของอุปกรณ์ Input/Output

ถ้าจะไม่พูดถึงเรื่องของอุปกรณ์ อินพุต/เอาต์พุต เลยก็คงไม่ได้ เพราะในปีหน้าเราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ในส่วนนี้ด้วย โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เรียกว่า มัลติ-ทัชสกรีน จะเริ่มมีให้เห็นมากขึ้น จอภาพอัจฉริยะที่แสดงผลไปด้วย รับคำสั่งไปด้วยในตัว

มัลติ-ทัชสกรีน ไม่ใช่ของใหม่ แต่ก็ไม่เก่าเกินไปที่จะนำมาพูดถึง เพราะถูกพัฒนามายาวนานแล้ว จากความสำเร็จของจอภาพทัชสกรีนธรรมดาๆ ที่รองรับการสัมผัสหรือการกดได้เพียงจุดเดียวต่อการสั่งงานหนึ่ งครั้ง ก็มาถึงยุคที่จอภาพไม่ได้มีไว้แสดงผลเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์อินพุตสำหรับรับคำสั่งต่างๆ ด้วย สำหรับเรื่องนี้ คงต้องยกเครดิตให้กับไมโครซอฟท์ ที่เตรียมส่งผลิตภัณฑ์ มัลติ-ทัชสกรีน ในรูปแบบของโต๊ะอัจฉริยะ หรือ Intelligence Table ที่พัฒนาขึ้นมาภายใต้โครงการณ์ Microsoft Surface ซึ่งจะวางตลาดในช่วงปีหน้า ด้วยราคาเรือนแสน แต่เชื่อว่าต้องมีคนซื้อไปใช้แน่ๆ เทคโนโลยีของ มัลติ-ทัชสกรีน สามารถสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองได้ก็จริง แต่ถ้าจะทำขายในเชิงพาณิชย์ละก็ ตอนนี้คงมีแต่ไมโครซอฟท์เท่านั้นที่สามารถทำได้ และพร้อมทุกอย่าง อดใจรอดูสุดยอดนวัตกรรมนี้ได้ในปีหน้าครับ ซึ่งไม่แน่ว่าอาจจะมีเซอร์ไพรส์ให้เห็นกันด้วย!

ที่มา : ARiP

(0) Comments    Read More   

สหรัฐ 8 ม.ค. - บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เผยการใช้และเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของมนุษย์ จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีต่อจากนี้
บิล เกตส์ สหรัฐ 8 ม.ค. - บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เผยการใช้และเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของมนุษย์

กล่าวบนเวทีภายในนิทรรศการเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อผู้บริโภค ที่เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐ ว่า เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต จะพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็วภายในอีก 5 ปีข้างหน้า การใช้คีย์บอร์ดและเมาส์จะเป็นเรื่องล้าสมัย แทนที่ด้วยเทคโนโลยีแบบทัช-สกรีน และผู้ใช้บริการจะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการดาวน์โหลดข้อมูล ดูหนังหรือฟังเพลงได้ในทุก ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น โทรทัศน์ หรือแม้แต่ในรถยนต์

ทั้งนี้ บิล เกตส์ ซึ่งประกาศจะยุติบทบาทประธานไมโครซอฟท์ ในเดือน ก.ค.นี้ ยังบอกว่า เขาจะได้มีเวลามากขึ้นในการทำสิ่งที่ชื่นชอบหลายอย่าง หลังจากต้องทำงานเต็มเวลามาตลอด 17 ปี. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-08 03:29:09
ที่มา : MCOT News

(0) Comments    Read More   
ลูกค้าจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์บริการตัวเองภายในภัตตาคารแห่งอนาคตสไตล์บิ๊กบราเธอร์

เอเจนซี – ถ้าบริกรหน้าตาบึ้งตึง จะถึงกับทำให้คุณทิ้งอาหารกลางวันไปดื้อๆ เลยหรือไม่? คุณจะกินผักมากขึ้นไหมถ้านั่งอยู่กลางหมู่ไม้? แสงไฟสีชมพูชวนโรแมนติกจะทำให้คุณอ้อยอิ่งอยู่กับฟรุตสลัดหรือเปล่า?

ศูนย์วิจัยแห่งใหม่ในชื่อ ‘ภัตตาคารแห่งอนาคต’ ในมหาวิทยาลัยวาเกนินเกน เนเธอร์แลนด์ หวังว่าจะสามารถไขปริศนาเหล่านี้ได้ไม่มากก็น้อย โดยการแอบสังเกตการณ์พฤติกรรมการกินของลูกค้าด้วยกล้องนับสิบตัวที่ซ่อนอยู่

“เราอยากรู้ว่าสิ่งใดมีอิทธิพลต่อคน สี รสชาติ ความเป็นส่วนตัว เราพยายามเน้นสิ่งเร้าอันหนึ่งคือ แสง” ทันทีที่เรอเน คอสเตอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาผู้บริโภคอย่างสร้างสรรค์ พูดจบ หลอดไฟที่ห้อยอยู่บนเพดานก็เปลี่ยนสีเป็นเขียว แดง ส้ม และฟ้า

“ภัตตาคารแห่งนี้เป็นสนามเด็กเล่นของความเป็นไปได้ เราสามารถขอให้พนักงานเป็นมิตรกับลูกค้าน้อยลงหรือมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป ถ้าเราเปลี่ยนทุกวันจะวุ่นวายไปเปล่าๆ อีกอย่างลูกค้าคงไม่ชอบด้วย”

ภัตตาคารทันสมัยแห่งนี้ตกแต่งด้วยผนังกระจก เคาน์เตอร์หินอ่อนสีดำ พื้นไม้ขัดมัน และระบบชำระเงินด้วยตัวเอง ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสแกนอาหารที่สั่ง ขณะทั้งคนกินและถาดอาหารถูกชั่งน้ำหนักโดยเครื่องชั่งที่ติดตั้งไว้ใต้พื้น

เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่ต้องการใช้บริการภัตตาคารแห่งใหม่ต้องเซ็นยินยอมว่าพฤติกรรมของพวกเขาจะถูกจับตาโดยละเอียดนับจากก้าวเข้ามาในภัตตาคาร

ที่ห้องควบคุม นักวิจัยสามารถบังคับกล้องที่ติดอยู่บนเพดานให้ขยายหรือย่อภาพลูกค้าและจานอาหารของคนเหล่านั้น นักวิจัยเฝ้าสังเกตการณ์ว่าลูกมีท่าทีอย่างไรตั้งแต่เดินเข้ามาในภัตตาคาร อาหารจานไหนที่เตะตา ลูกค้านั่งโต๊ะเดิมเป็นประจำหรือไม่ และกินทิ้งกินขว้างแค่ไหน

“คุณถูกจับตาจากกล้องที่ซ่อนอยู่ทุกซอกทุกมุมเหมือนบ้านบิ๊กบราเธอร์ไม่มีผิด ถ้าอย่างนั้นที่นี่แตกต่างจากที่อื่นอย่างไร? คำตอบก็คือ การนำเสนอมีอิทธิพลอย่างมากต่อสิ่งที่คุณเลือก” นักวิจัยด้านพืชพันธ์ถามเองเฉลยเองระหว่างเพลิดเพลินกับแซนด์วิชไก่

แพทริเซีย แวน เดอะ ซูเวน ผู้ช่วยนักวิจัยที่กำลังอร่อยกับซุปฟักทองและสลัด รับลูกว่า “วันหนึ่งเขาเปิดไฟสีฟ้า ฉันไม่เฉียดเข้ามาเลยเพราะอาหารดูไม่น่ากิน ไฟสีฟ้าไม่อบอุ่น แถมยังดูเป็นธุรกิจเกินไปหน่อย”

ด้านคอสเตอร์บอกว่า ภัตตาคารแห่งนี้ทำให้นักวิจัยสามารถทดลองตัวแปรมากมาย ทั้งเสียง กลิ่น เฟอร์นิเจอร์ และบรรจุภัณฑ์อาหาร แล้วคุณล่ะ คิดว่าแซนด์วิชแฮมชีสที่ห่อด้วยแผ่นแรปพลาสติก กับที่มีฝาแก้วครอบ หรือที่อยู่ในตู้ขายอัตโนมัติ รสชาติเหมือนกันหรือเปล่า?

นักวิจัยสังเกตว่า โต๊ะตัวหนึ่งที่ล้อมรอบด้วยเก้าอี้พลาสติก และปูผ้าลายดอกไม้สีชมพูคลุมทับ มีคนนั่งตลอด คอสเตอร์กล่าวว่า การสังเกตการณ์ทำให้ได้ข้อมูลมากกว่าการขอให้ผู้บริโภคทำแบบสอบถาม เนื่องจากการตัดสินใจเลือกหลายอย่างมาจากจิตใต้สำนึก

ศูนย์วิจัยแห่งใหม่ ซึ่งใช้ทุนก่อสร้างกว่า 4.2 ล้านดอลลาร์ ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของโซเด็กโซ อาลิยองซ์ สถาบันให้คำปรึกษาด้านอาหารชั้นนำของโลกจากฝรั่งเศส รวมทั้งอีกหลายบริษัทที่สนใจใช้ภัตตาคารแห่งนี้ทดสอบผลิตภัณฑ์

นอกจากลูกค้าแล้ว พนักงานในครัวยังถูกสอดแนม เพื่อดูว่าคนเหล่านั้นทำงานกับเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ เช่น โต๊ะทำครัวปรับได้ อย่างไร

“เราไม่ได้คอยจับผิดว่าพวกเขาขยันหรือเปล่า แต่ดูว่าทำงานอย่างไรมากกว่า” คอสเตอร์ยังหวังว่า ผลงานของศูนย์วิจัยนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับภาครัฐและองค์กรด้านสุขภาพในการส่งเสริมโภชนาการที่สมดุล

ศูนย์วิจัยแห่งนี้ยังมีการวิจัยในช่องปาก ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์ไว้ที่หน้าและคอของนักชิมอาหาร เพื่อสังเกตว่านักชิมกัด เคี้ยว ดูด และกลืนผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างไร ตัวอย่างเช่นซอสชนิดใหม่ที่รสชาติข้นครีมแต่มีไขมันต่ำ

คอสเตอร์ตั้งเป้าทดลองเพื่อหาวิธีลดการสูญเสียของอาหาร และส่งเสริมให้คนแยกอาหารที่จะทิ้งไปใส่ในเครื่องกำเนิดก๊าซชีวภาพ ด้วยการป่าวประกาศให้รู้ว่า พวกเขาสามารถประหยัดพลังงานได้มากแค่ไหน

“การกินการดื่มถือเป็นเรื่องปกติ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำอย่างไรคุณถึงจะได้กิน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะใช้คำพูดหว่านล้อมหรือคว่ำบาตร แต่เราสามารถโน้มนำพฤติกรรมได้แยบยลกว่านั้น”

ที่มา : ผู้จัดการ

(0) Comments    Read More   

กระติกส่วนใหญ่มีไว้เพื่อเก็บความเย็นให้กับของที่แช่ไว้ภายใน แต่ด้วยเทคโนโลยีที่น่าอัศจรรย์ที่มีใช้ในยานอวกาศของนาซ่า ทำให้กระติก Franklin Digital Cooler นี้ไม่ธรรมดา
ด้วยไมโครชิพขนาดเล็กของนาซ่า ทำให้คุณสามารถแช่ของร้อนให้เย็นเป็นน้ำแข็งในไม่กี่นาที ด้วยเทอร์โมมิเตอร์ และตัวควบคุมอุณหภูมิ ที่แสดงด้วย LED ทำให้คุณสามารถกำหนดอุณหภูมิที่ต้องการได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิร้อนหรือเย็น คุณสามารถแช่ไอศกรีมหรืออาหารแช่แข็งที่อุณหภูมิจุดเยือกแข็งได ้ กระติกนี้ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน โดยสามารถเสียบปลั๊กไฟที่บ้านหรือที่ทำงาน และยังมีตัวแปลงไฟสำหรับใช้กับไฟในรถยนต์ได้ สนนราคาที่ 49.95 ดอลลาร์สหรัฐ

ที่มา : GadgetUniverse, ARiP

(0) Comments    Read More