นายประจวบ ตันตินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีทีแอนด์ที ผู้ได้สิทธิ์ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 1.5 ล้านเลขหมายในเขตภูมิภาค

ทีทีแอนด์ทีรุกหนักธุรกิจที่ได้ไลเซนส์ใหม่จาก กทช. ที่ขอโดยบริษัทลูก ประกาศลุยบบครบวงจรหรือคอนเวอร์เจนซ์ในแบบฉบับทีทีแอนด์ที หวังปั๊มรายได้จากบริการใหม่ๆ ใช้เป็นน้ำเลี้ยงบริษัทแม่ที่แบกภาระจนหลังแอ่นทั้งเม็ดเงินที่ลงทุน และส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐที่หนักอึ้ง แต่จากการปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจเชื่อว่าปีหน้าจะมีรายได้ถึง 8.7 พันล้านบาท หรือโต 20%

นายประจวบ ตันตินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีทีแอนด์ที ผู้ได้สิทธิ์ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 1.5 ล้านเลขหมายในเขตภูมิภาค กล่าวว่า กลุ่มทีทีแอนด์ทีได้มีการปรับทิศทางการดำเนินธุรกิจหลังได้รับใบอนุญาต หรือไลเซนส์ จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ครบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ที่ดำเนินการผ่านบริษัท ทีทีแอนด์ที ซับสไครเบอร์ เซอร์วิสเซส ที่ให้บริการไฮสปีดอินเทอร์เน็ต ภายใต้ชื่อ Maxnet ธุรกิจ IIG (International Internet Gateway) และ NIX (Nationnal Internet Exchange) ของบริษัท ทริปเปิลที โกลบอลเน็ท ซึ่งปีหน้าทีทีแอนด์ทีมีแผนจะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศทั้งเสียง (วอยซ์) และสื่อสารข้อมูล (ดาต้า) ผ่านทริปเปิลที โกลบอลเน็ท

สำหรับการให้บริการสื่อสารข้อมูลจะมุ่งเน้นในลักษณะ Managed Services ซึ่งเป็นมากกว่าโทเทิ่ล โซลูชัน สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา การวางระบบสื่อสารโทรคมนาคม การจัดหารอุปกรณ์ต่างๆ บริการโทรคมนาคมครบวงจร การดูแลตรวจสอบ พร้อมการบำรุงรักษาโครงข่ายและระบบของลูกค้า ส่วนบริการใหม่ๆ จะให้ความสำคัญในด้านแอปพลิเคชัน และโซลูชัน เช่น VoIP, IPTV อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือไอดีซี และอินเทอร์เน็ตไร้สายไว-ไฟ

นอกจากนี้ ทีทีแอนด์ทียังมีแผนจะทดลองให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงผ่านเทคโนโลยีไวแมกซ์ พร้อมขอใบอนุญาตจาก กทช. ต่อไป ขณะเดียวกันยังจะดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคม รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มลูกค้า และองค์กร และจะมีทริปเปิลที โกลบอล เน็ทเวิร์ค เพื่อดำเนินการวางโครงข่ายหลัก หรือแบ็กโบนสำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ต และในอนาคตหวังจะให้เป็นโครงข่ายหลักในกลุ่มที่จะเข้ามาให้บริการแทนที่ทีทีแอนด์ที

“ลึกๆ เราก็หวังที่อยากจะให้ทริปเปิลที โกลบอล เน็ทเวิร์คเป็นโครงข่ายหลักแทนทีทีแอนด์ที”

ทีทีแอนด์ทีดำเนินกิจการมากว่า 15 ปี ปัจจุบันมีฐานลูกค้าประมาณ 1.23 ล้านราย โดยมีการลงทุนเรื่องของโครงข่ายเป็นเม็ดเงินจำนวนที่สูง แถมต้องจ่ายค่าสัมปทานให้ทีโอที ซึ่งยุคนั้นยังเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) สูงถึง 43.1% และจะหมดอายุสัมปทานในอีก 11 ปีข้างหน้า

“ทีทีแอนด์แบกต้นทุนมหาศาลและจ่ายส่วนแบ่งรายได้สูงที่สุดในโลก การทำกำไรจึงเป็นเรื่องยากหากไม่มีการแปรสัญญาสัมปทาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ผลประกอบการเราจึงติดลบ แต่ถ้าแยกแต่ละบริการออกมาเรามีกำไร และต้องผลักดันบริการใหม่ๆ ต่อไป ซึ่งบริการเหล่านี้จะไปช่วยทีทีแอนด์ที”

ยุทธศาสตร์ของทีทีแอนด์ทีจึงต้องเป็นไปในแบบ “ลูกเลี้ยงแม่” โดยรุกหนักในธุรกิจบริการที่ได้ไลเซนส์จาก กทช. เพื่อเป็นน้ำเลี้ยงให้กับบริษัทแม่ โดยปีหน้าทีทีแอนด์ทีจะมุ่งสู่การเป็นผู้ให้ไฮสปีดอินเทอร์เน็ตอย่างครบวงจร รวมถึงบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ IDD บริการวงจรเช่าเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและบริการวงจรระหว่างประเทศผ่านที้ง IIG และ IPLC ส่วนบริการสื่อสารข้อมูลขณะนี้เริ่มสร้างรายได้ให้กลุ่มแล้วประมาณ 6%

ส่วนกลยุทธ์การตลาดจะเป็นลักษณะการขยายแบบแพกเกจทั้งวอยซ์และบรอดแบนด์ สำหรับการทำตลาดไฮสปีดอินเทอร์เน็ต จะไม่เล่นสงครามราคา แต่จะเน้นที่การขายในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็จะปรับปรุงคุณภาพของโครงข่ายเพื่อให้บริการที่ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการต่อออกนอกประเทศได้ง่ายขึ้น หรือการเข้าเว็บต่างๆ ได้เร็วขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความต้องการของลูกค้า

“ความครบวงจรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แต่การทำตลาดของเราคงไม่เป็นคอนเวอร์เจนซ์เกินเลยสิ่งที่เราถนัด” นายประจวบกล่าวและว่า ต้นปีหน้ากลุ่มทีทีแอนด์ทีจะให้บริการโทร.ทางไกลระหว่างประเทศโดยตรงภายใต้รหัส “102” ส่วนบริการคอลคาเฟ่จะเพิ่มบริการต่างๆ ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ใช้มากขึ้น

นายประสิทธชัย กฤษณยรรยง ผู้อำนวยการสายการเงิน และรักษาการผู้อำนวยการสายงานวางแผน และกลยุทธ์ ทีทีแอนด์ที กล่าวถึงผลประกอบการช่วง 3 ไตรมานของปีนี้ว่า ทีทีแอนด์ทีมีรายได้ 1,735 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากยอดผู้ใช้ไฮสปีดอินเทอร์เน็ตโตขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ประมาณ 3 แสนราย และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.5 แสนรายในปีหน้า

ส่วนประมาณการรายได้รวมของกลุ่มทีทีแอนด์ทีในปี 2551 ตั้งไว้ที่ 8,700 ล้านบาท หรือโตขึ้นจากปีนี้ประมาณ 20% โดยสัดส่วนรายได้จะมาจากระบบไลเซนส์ใหม่จากที่ให้บริการอยู่ขณะนี้ที่มีสัดส่วน 60-70% เป็น 50:50 หลังจากเริ่มขยายธุรกิจ และให้บริการใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2548

สำหรับปีหน้าทีทีแอนด์ทีจะมีการจัดโครงสร้างทางการเงิน โดยระบบสัมปทานจะเป็นเรื่องของการเจรจากับโปรเจกต์ ไฟแนนซ์เดิมเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่การขยายงานในระบบไลเซนส์ใหม่เริ่มแรกจะเป็นการขอสินเชื่อ หรือการสนับสนุนทางการเงินผ่าน Export Credit Agency จากประเทศผู้ส่งออกอุปกรณ์นั้นๆ เพิ่มเติมจากกระแสเงินสดภายในกลุ่ม และเมื่อบริษัทลูกมีความพร้อมจะเป็นการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ MAI

ด้านทรัพยากรบุคคล ทีทีแอนด์ทียังคงมุ่งเน้นในเรื่องของ Knowledge Management ซึ่งเป็นการต่อยอดอี-เลิร์นนิ่งที่ส่งเสริมให้พนักงานเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ด้านต่างๆ ให้กับบุคลากร โดยปี 2551 ทีทีแอนด์ทีได้เตรียมงบประมาณไว้ 15 ล้านบาท เพื่อใช้ในการฝึกอบรม เพื่อต่อยอดความรู้และทักษะของพนักงานในธุรกิจใหม่ๆ

ที่มา : ผู้จัดการ

(0) Comments    Read More   

       ทรูโดดร่วมอภิมหาโปรเจคต์ยักต์ กลุ่มแปซิฟิค ชอร์ ดีเวลลอปเมนท์ กับโครงการ “เดอะบีช”  ดินแดนการท่องเที่ยวและพักผ่อนแห่งใหม่ของไทย  ขายความเป็นคอนเวอร์เจนต์พร้อมช่วยสร้างชุมชนไซเบอร์ทุกพื้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตทุกห้องพักควบคุมแสงสว่าง แอร์ด้วยระบบดิจิตอล

นายทรงธรรม เพียรพัฒนาวิทย์  ผู้อำนวยการบริหาร  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น  กล่าวว่า  กลุ่มทรูได้ร่วมกับ บริษัท แปซิฟิค ชอร์ ดีเวลลอปเมนท์ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้รับ ผิดชอบด้านระบบสื่อสาร โครงการ “เดอะบีช”  ดินแดนการท่องเที่ยว และพักผ่อนแห่งใหม่ ของไทยและเอเซีย บริเวณหาดบางสะเหร่  ที่จะเปิดดำเนินงานได้ในอีก3 ปีข้างหน้า  ซึ่งทรูจะดำเนินการเป็นผู้วางระบบสื่อสารและให้บริการด้านเทคโนโลยี โดยเบื้องต้นได้ดำเนินการวางโครงข่ายใยแก้วนำแสง เข้ายังพื้นที่และติดตั้งชุมสาย เป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาท

นอกจากการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในโครงการแล้ว ทรู ยังเป็นผู้จัดหาเทคโนโลยี พร้อมกับการเข้าไปดำเนินการวางระบบสื่อสารแบบครบวงจร อาทิ บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทรุมูฟ บริการไวไฟ  บริการทรูวิชั่นส์ ทรูไอพีทีวี   พร้อมกับการวางรูปแบบการใช้งานในรูปแบบไร้สายกับชายหาดไซเบอร์แห่งแรกของโลก และการสร้างชุมชนสื่อสารในยุคใหม่ ภายในอาคาร ห้องพัก  หรือ ที่เรียกว่าชุมชนไซเบอร์  ที่สถานที่นี้จะเป็นแห่งเดียวในโลกที่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ทุกพื้นที่ และยังผสานบริการอื่นๆผ่านอินเทอร์เน็ต  อาทิ การใช้งานกล้องวงจรปิด  บริการทางการเงินทรูมันนี่  เป็นต้น

“บริการที่มีอยู่ในทุกรูปแบบของทรูจะนำเข้าไปใช้ในโครงการนี้ทั้งหมด ทั้งระบบไฮสปีดอินเทอร์เน็ต ที่มีความเร็วสูงถึง 100 Mbs ระบบไอพีทีวี  ทรูวิชั่นส์  บริการดิจตอลทีวี ระบบไซเบอร์โฮม โดยทั้งหมดนี้จะตอบสนองไลฟ์สไตลล์ของผู้ใช้ ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งในพื้นที่แห่งนี้จะมีทั้งกลุ่มผู้พักอาศัย กลุ่มท่องเที่ยว ที่เข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้”

อย่างไรก็ตามการลงทุนในโครงการเดอะบีช  ทรู คาดว่าสามารถที่จะคืนทุนได้ในเวลา 5 ปี และจะเริ่มมีการใช้งานหรือมีรายได้หลังจากที่ได้เปิดดำเนินการหลังจากเปิดโครงการได้ในเฟสแรกอีก2 ปีข้างหน้า ในกลุ่มพื้นที่คอนโดพักอาศัย บ้านพักตากอากาศ  ส่วนอาคารโรงแรม  สวนน้ำ อเมซอน ฟอลล์ สวนมหาสนุก

นายเลียแค็ท สุลต่าน แดนจี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทแปซิฟิค ชอร์ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป้าหมายหลักของโครงการนี้ เกิดขึ้นจากกระแสความต้องการของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมุ่งเน้นที่ เดสติเนชั่น รีสอร์ท ขนาดใหญ่ ที่จะเป็นศูนย์รวมแห่งความบันเทิงในการพักผ่อน ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับ 5 ดาว รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งระบบการสื่อสาร ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงพิเศษ ที่เร็วกว่า 100 mbs รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆมากมาย ซึ่งจะรวมเป็นภาพของคอนเวอร์เจนต์ของทางทรู ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้

“ในเฟสแรกจะลงทุนเริ่มต้นด้วยงบประมาณกว่า 5,800 ล้านบาท โดยเป็นการสร้างคอนโดที่พักอาศัย 3  พันล้านบาท  โรงแรม 2 พันล้าน ส่วนที่เหลือจะเป็นส่วนพื้นที่สวนสนุก โดยเบื้องต้นเราคาดว่าพื้นที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์การท่องเที่ยวแห่งใหม่ให้กับประเทศไทย ที่จะดึงคนไทยและต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวได้อีกแห่งหนึ่งที่จะมีบริการอย่างครบวงจร”

ที่มา : ผู้จัดการ

(0) Comments    Read More   

ซิคเว่ เบรคเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค

ดีแทค ผันตัวรุกบริการบรอดแบนด์ไร้สายปี 2551  แตกบริษัทลูก ให้สันติ เมธาวิกุล นั่งแท่นบริหาร พร้อมขอไลเซนส์อินเทอร์เน็ตเกตเวย์ และ 3G พ่วงอีกใบ หลังเห็นตลาดบริการเสียงถึงจุดอิ่มตัว ผู้เล่นหมดมุกแข่งขันราคา พบช่องบรอดแบนด์เข้าถึงบ้านยังสะดุด ตลาดมีผู้เล่นน้อย เมื่อเทียบกับการถือครองเบอร์มือถือ

นายซิคเว่ เบรคเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า  ในปี 2551 อัตราผู้ใช้โทรศัพท์มือถือต่อจำนวนประชากร (Penetration Rate) จะครบ 100% ดังนั้นตนจึงเห็นว่าดีแทคจำเป็นต้องหาธุรกิจใหม่เพื่อมาต่อยอด รายได้จากโทรศัพท์มือถือที่มีแนวโน้มลดลง โดยดีแทค จะหันไปแข่งขันในด้านตลาดสื่อสารข้อมูลไร้สายความเร็วสูง ผ่านโครงข่ายระบบจีเอสเอ็ม ซึ่งจะเป็นการต่อยอดทางรายได้จากการบริการเสียงไปสู่บริการข้อมูล บริการส่วนนี้จะช่วยเสริมจุดแข็งและหนีจากตลาดให้บริการเสียง ที่ผู้ให้บริการทุกรายแข่งขันเรื่องราคา โดยบริการไร้สายความเร็วสูง จะเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้ ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อีกช่องทางหนึ่ง

ทั้งนี้ในปัจจุบันผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อสัดส่วนประชากร ในตลาดวอยซ์เพิ่มขึ้นถึง 80% แล้ว ในทางเดียวกัน ดังนั้นศักยภาพของการเติบโตของตลาดนอน- วอยซ์ (non-voice) น่าจะมีอยู่อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขยายการใช้งานอินเทอร์เน็ตในตลาดแมส (mass market) เนื่องจากในปัจจุบันการต่อเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตโดยอุปกรณ์ไร้สายยังจำกัดการใช้งานอยู่ในกลุ่มลูกค้าระดับบนและกลุ่มผู้ใช้งานในองค์กรเป็นส่วนใหญ่

การที่จะขยายการใช้งานอินเทอร์เน็ตเข้าสู่กลุ่มผู้ใช้ในตลาดแมส ต้องมีส่วนประกอบหลักดังนี้ ได้แก่ 1. การเชื่อมต่อ (access) 2. เครือข่าย (network) 3. อุปกรณ์เพื่อใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (devices)

โดยปัจจุบันอัตราส่วนประชากรการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 12-13% ซึ่งนับว่ายังคงล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างมาเลเซียที่อัตราการขยายตัวอยู่ที่ 52% ในขณะที่อัตราการขยายตัวของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต) ยังค่อนข้างต่ำอยู่และมีผู้ให้บริการอยู่เพียง 3ราย คือ บริษัท ทีโอที บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นและบริษัท ทีทีแอนด์ที  อีกทั้งการเข้าถึงบ้านยังมีสัดส่วนที่น้อย

นอกจากนี้หากดูการขยายตัวของตลาดเครื่องโน้ตบุ๊คภายในประเทศ ในปีนี้ มีการนำเข้าเครื่องโน้ตบุ้คที่ 650,000 เครื่อง ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสำรวจระบุว่ากลุ่มผู้ใช้ในตลาดแมส ต้องการแลปท้อปพร้อมซิมการ์ดภายในเพื่อต่อเชื่อมเข้าอินเทอร์เน็ตที่ราคาระหว่าง 500-1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 17,000 – 30,000 บาท สิ่งที่ดีแทคจะดำเนินการต่อไป คือการทำการทดสอบ (trial) โดยการแจกเครื่องโน้ตบุ๊ค 1,000 เครื่องพร้อมซิมการ์ดให้กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อดูความต้องการการใช้งานต่อไป

ทั้งนี้ ข้อมูลของ GSMA ชี้ว่าผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์มีแผนที่จะส่งออกเครื่อง 33 ล้านเครื่องในปี 2008 แต่มีสัดส่วนที่จะเป็นเครื่องที่มี built-in mobile broadband อยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตยังไม่เล็งเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่แท้จริงและยังมองว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ทางธุรกิจไม่ใช่ อุปกรณ์ใช้งานทั่วไปเพราะจากการสำรวจของ GSMA ร่วมกับ บริษัท ไมโครซอฟท์และอีก 12 ผู้ให้บริการใน13 ประเทศพบว่า 88% ของผู้บริโภคอยากได้เครื่องโน้ตบุคราคาประมาณ 500-1000 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐที่มี การสร้างส่วนควบอุปกรณ์ในการใช้งานกับบรอดแบนด์(built-in mobile broadband) ซึ่งหมายถึงโอกาสที่ตลาดจะโตได้อีกมากหากผู้ผลิตสามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้

และเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมาดีแทคได้ทำการจัดตั้ง บริษัท ไวด์บรอดแบนด์ เพื่อทำธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ซึ่งบริษัทใหม่นี้ นายซิคเว่ ได้มอบหมายให้ นาย สันติ เมธาวิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทคมาทำหน้าที่เป็น กรรมการผู้จัดการ และดำเนินการขอไลเซนส์บรอดแบนด์จาก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช) ประเภท 3 แบบมีโครงข่ายเป็นของตัวเอง

ทั้งนี้ดีแทค ได้มีแนวคิดที่จะอัพเกรดโครงข่าย 1800 ที่เปิดให้บริการอยู่เป็นระบบปฏิบัติการโทรศัพท์ 3จี หากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ยังไม่มีความชัดเจนในการออกใบอนุญาต(ไลเซนส์) ในคลื่นความถี่ดังกล่าว

นายซิคเว่ กล่าวอีกว่า  เบื้องต้นดีแทค หารือกับ กทช. ในการอัพเกรดโครงข่ายที่มีอยู่ ซึ่งส่วนนี้สามารถดำเนินการได้ เพราะในสัญญาสัมปทานที่ดีแทคได้รับจากบริษัท กสท โทรคมนาคมไม่มีข้อห้ามในเรื่องดังกล่าว และตนยืนยันว่าการพัฒนาดังกล่าว จะเป็นในลักษณะคล้ายกันกับการพัฒนาคลื่นความถี่เดิมให้รับส่งข้อมูลเร็วขึ้น จาก 2 จี เป็น 2.5 หรือ 2.8 จี โดยใช้เทคโนโลยี จีพีอาร์เอส และเอจด์

“แนวทางที่ ดีแทค ต้องการมากที่สุด คือ การขอไลเซนส์ใหม่เป็นระบบ 3จีเลย เพื่อเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ ภายใต้แบรนด์ใหม่ เพราะเราเห็นว่าการขอไลเซนส์ใหม่มีข้อดี เพราะ ดีแทค จะไม่ต้องอยู่ภายใต้สัมปทานของ บริษัท กสท โทรคมนาคม ที่จะต้องนำส่งส่วนแบ่งรายได้ในปีละ 25% โดยส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคยังคงได้ใช้ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ ในราคาที่สูงอยู่ หากไม่มีค่าสัมปทานดีแทคจะสามารถลดค่าบริการได้ถูกลงกว่านี้”

สำหรับความพร้อมในการเปิดให้บริการในระบบ 3 จีในขณะนี้ ดีแทค ได้หารือร่วมกับบริษัท อีริคสัน(ประเทศไทย) และบริษัท โนเกีย(ประเทศไทย) ศึกษาในรายละเอียดของการพัฒนาโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ว่าจะสามารถดำเนินการในรูปแบบใดได้บ้าง

นอกจากนี้นายซิคเว่ ยังปฏิเสธข่าวการออกจากตำแหน่งเพราะสัญญาจะหมดในปีหน้าว่า  เรื่องดังกล่าวไม่จริง สัญญาไม่หมดปีหน้าแน่นอน แต่จะเป็นเมื่อไหร่ไม่ทราบ โดยขณะนี้ดีแทค ยังมีภารกิจและการสร้างตลาดการใช้งานอยู่อีกมาก ซึ่งทางบอร์ดบริหารเทเลนอร์ ยังให้การโฟกัสตลาดประเทศไทยอยู่  และยังมอบหมายให้ตนบริหารแทคให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ที่มา : ผู้จัดการ

(0) Comments    Read More