“ทรู” เดินหน้าย้ำยุทธศาสตร์ “คอนเวอร์เจนซ์” มั่นใจเป็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในอนาคต เล็งดึงเทคโนโลยี “ไวแม็กซ์” ต่อยอดธุรกิจ เชื่อคุ้มค่ากว่าลงทุน “3จี” เหตุขับเคลื่อน “บรอดแบนด์” ได้อย่างเต็มรูปแบบและเหมาะ กับภูมิประเทศของไทย ทั้งเดินหน้าเพิ่มโฟกัส “ทรูมันนี่-ทรูออนไลน์” พร้อมส่งรูปแบบบริการเน้นแปลกใหม่-บุกหนักลูกค้าองค์กร

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การให้บริการแบบคอนเวอร์เจนซ์ หรือการหลอมรวมเทคโนโลยีเข้าด้วยกันเพื่อนำเสนอเป็นรูปแบบบริการใหม่ๆ จะเป็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในอนาคต ทำให้เกิดการให้บริการคอนเทนต์เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการ ดังนั้นหน้าที่ของผู้ให้บริการคือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการได้อย่างเต็มรูปแบบ และจะผสมผสานเทคโนโลยีอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้

โดยตนคาดว่าปลายปีหน้าจะเริ่มเห็นบริการคอนเวอร์เจนซ์รูปแบบใหม่มากขึ้น แต่จะมากแค่ไหนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับองค์กรผู้กำกับดูแลที่จะเอื้อเรื่อง ใบอนุญาตมากแค่ไหน เพราะปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องใบอนุญาตทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยช้ากว่าประเทศอื่น และที่สำคัญคือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่จะเอื้อให้ผู้บริโภคตื่นตัวในการใช้บริการเพียงใดด้วย

สำหรับการลงทุนอัพเกรดโครงข่ายให้เป็น 3จีนั้น ทรูจะทำเมื่อมีใบอนุญาตใหม่เกิดขึ้น เพราะการลงทุนต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมาด้วย ไม่ใช่ต้องอัพเกรดตามเทคโนโลยีโดยไร้เหตุผล

“ตนคาดหวังเรื่องเทคโนโลยีไวแม็กซ์มาก เพราะเหมาะกับภูมิประเทศของไทย และจำนวน ผู้ใช้บรอดแบนด์ของไทยยังมีน้อยเพียงแค่ 8 แสนครัวเรือน จากทั้งหมดกว่า 20 ล้านครัวเรือน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก” นายศุภชัยกล่าว และว่า

ทั้งนี้การลงทุนในเทคโนโลยี “ไวแม็กซ์” จะสามารถนำมาใช้ต่อยอดให้บริการคอนเวอร์เจนซ์ได้ดี แตกต่างจากการลงทุนใน 3จีที่อาจอิ่มตัวได้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เพราะขณะนี้ผู้บริโภคแต่ละคนก็ใช้โทรศัพท์หลายเบอร์แล้ว แต่บรอดแบนด์ยังมีช่องว่างในตลาดให้เติบโตได้อีกมาก ซึ่งคาดว่าปีหน้าทรูจะลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาท ในบริการทรูมูฟ, ทรูวิชั่นส์, ทีวีความละเอียดสูง (ไฮเดฟินิชั่นทีวี-เอชดีทีวี) และบริการบรอดแบนด์

สำหรับรายได้ของกลุ่มทรู ในขณะนี้ 45% มาจากบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ “ทรูมูฟ” 40% มาจากบริการทรูออนไลน์ และอีก 15% มาจากบริการ ทรูวิชั่นส์ แต่ในปีหน้าคาดว่าทรูมันนี่ และ ทรูไลฟ์จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงจะเริ่มรุกทำตลาดลูกค้าองค์กรมากขึ้น พร้อมเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ใช้บริการแบบคอนเวอร์เจนซ์ ขณะที่ลูกค้าที่ใช้บริการแยกส่วน ทางทรูจะเน้นการกำหนดราคาที่เหมาะสมมากกว่าใช้กลยุทธ์สงครามราคา

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

(0) Comments    Read More   

ซิคเว่ เบรคเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค

ดีแทค ผันตัวรุกบริการบรอดแบนด์ไร้สายปี 2551  แตกบริษัทลูก ให้สันติ เมธาวิกุล นั่งแท่นบริหาร พร้อมขอไลเซนส์อินเทอร์เน็ตเกตเวย์ และ 3G พ่วงอีกใบ หลังเห็นตลาดบริการเสียงถึงจุดอิ่มตัว ผู้เล่นหมดมุกแข่งขันราคา พบช่องบรอดแบนด์เข้าถึงบ้านยังสะดุด ตลาดมีผู้เล่นน้อย เมื่อเทียบกับการถือครองเบอร์มือถือ

นายซิคเว่ เบรคเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า  ในปี 2551 อัตราผู้ใช้โทรศัพท์มือถือต่อจำนวนประชากร (Penetration Rate) จะครบ 100% ดังนั้นตนจึงเห็นว่าดีแทคจำเป็นต้องหาธุรกิจใหม่เพื่อมาต่อยอด รายได้จากโทรศัพท์มือถือที่มีแนวโน้มลดลง โดยดีแทค จะหันไปแข่งขันในด้านตลาดสื่อสารข้อมูลไร้สายความเร็วสูง ผ่านโครงข่ายระบบจีเอสเอ็ม ซึ่งจะเป็นการต่อยอดทางรายได้จากการบริการเสียงไปสู่บริการข้อมูล บริการส่วนนี้จะช่วยเสริมจุดแข็งและหนีจากตลาดให้บริการเสียง ที่ผู้ให้บริการทุกรายแข่งขันเรื่องราคา โดยบริการไร้สายความเร็วสูง จะเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้ ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อีกช่องทางหนึ่ง

ทั้งนี้ในปัจจุบันผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อสัดส่วนประชากร ในตลาดวอยซ์เพิ่มขึ้นถึง 80% แล้ว ในทางเดียวกัน ดังนั้นศักยภาพของการเติบโตของตลาดนอน- วอยซ์ (non-voice) น่าจะมีอยู่อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขยายการใช้งานอินเทอร์เน็ตในตลาดแมส (mass market) เนื่องจากในปัจจุบันการต่อเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตโดยอุปกรณ์ไร้สายยังจำกัดการใช้งานอยู่ในกลุ่มลูกค้าระดับบนและกลุ่มผู้ใช้งานในองค์กรเป็นส่วนใหญ่

การที่จะขยายการใช้งานอินเทอร์เน็ตเข้าสู่กลุ่มผู้ใช้ในตลาดแมส ต้องมีส่วนประกอบหลักดังนี้ ได้แก่ 1. การเชื่อมต่อ (access) 2. เครือข่าย (network) 3. อุปกรณ์เพื่อใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (devices)

โดยปัจจุบันอัตราส่วนประชากรการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 12-13% ซึ่งนับว่ายังคงล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างมาเลเซียที่อัตราการขยายตัวอยู่ที่ 52% ในขณะที่อัตราการขยายตัวของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต) ยังค่อนข้างต่ำอยู่และมีผู้ให้บริการอยู่เพียง 3ราย คือ บริษัท ทีโอที บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นและบริษัท ทีทีแอนด์ที  อีกทั้งการเข้าถึงบ้านยังมีสัดส่วนที่น้อย

นอกจากนี้หากดูการขยายตัวของตลาดเครื่องโน้ตบุ๊คภายในประเทศ ในปีนี้ มีการนำเข้าเครื่องโน้ตบุ้คที่ 650,000 เครื่อง ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสำรวจระบุว่ากลุ่มผู้ใช้ในตลาดแมส ต้องการแลปท้อปพร้อมซิมการ์ดภายในเพื่อต่อเชื่อมเข้าอินเทอร์เน็ตที่ราคาระหว่าง 500-1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 17,000 – 30,000 บาท สิ่งที่ดีแทคจะดำเนินการต่อไป คือการทำการทดสอบ (trial) โดยการแจกเครื่องโน้ตบุ๊ค 1,000 เครื่องพร้อมซิมการ์ดให้กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อดูความต้องการการใช้งานต่อไป

ทั้งนี้ ข้อมูลของ GSMA ชี้ว่าผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์มีแผนที่จะส่งออกเครื่อง 33 ล้านเครื่องในปี 2008 แต่มีสัดส่วนที่จะเป็นเครื่องที่มี built-in mobile broadband อยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตยังไม่เล็งเห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่แท้จริงและยังมองว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ทางธุรกิจไม่ใช่ อุปกรณ์ใช้งานทั่วไปเพราะจากการสำรวจของ GSMA ร่วมกับ บริษัท ไมโครซอฟท์และอีก 12 ผู้ให้บริการใน13 ประเทศพบว่า 88% ของผู้บริโภคอยากได้เครื่องโน้ตบุคราคาประมาณ 500-1000 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐที่มี การสร้างส่วนควบอุปกรณ์ในการใช้งานกับบรอดแบนด์(built-in mobile broadband) ซึ่งหมายถึงโอกาสที่ตลาดจะโตได้อีกมากหากผู้ผลิตสามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้

และเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมาดีแทคได้ทำการจัดตั้ง บริษัท ไวด์บรอดแบนด์ เพื่อทำธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ซึ่งบริษัทใหม่นี้ นายซิคเว่ ได้มอบหมายให้ นาย สันติ เมธาวิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทคมาทำหน้าที่เป็น กรรมการผู้จัดการ และดำเนินการขอไลเซนส์บรอดแบนด์จาก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช) ประเภท 3 แบบมีโครงข่ายเป็นของตัวเอง

ทั้งนี้ดีแทค ได้มีแนวคิดที่จะอัพเกรดโครงข่าย 1800 ที่เปิดให้บริการอยู่เป็นระบบปฏิบัติการโทรศัพท์ 3จี หากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ยังไม่มีความชัดเจนในการออกใบอนุญาต(ไลเซนส์) ในคลื่นความถี่ดังกล่าว

นายซิคเว่ กล่าวอีกว่า  เบื้องต้นดีแทค หารือกับ กทช. ในการอัพเกรดโครงข่ายที่มีอยู่ ซึ่งส่วนนี้สามารถดำเนินการได้ เพราะในสัญญาสัมปทานที่ดีแทคได้รับจากบริษัท กสท โทรคมนาคมไม่มีข้อห้ามในเรื่องดังกล่าว และตนยืนยันว่าการพัฒนาดังกล่าว จะเป็นในลักษณะคล้ายกันกับการพัฒนาคลื่นความถี่เดิมให้รับส่งข้อมูลเร็วขึ้น จาก 2 จี เป็น 2.5 หรือ 2.8 จี โดยใช้เทคโนโลยี จีพีอาร์เอส และเอจด์

“แนวทางที่ ดีแทค ต้องการมากที่สุด คือ การขอไลเซนส์ใหม่เป็นระบบ 3จีเลย เพื่อเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ ภายใต้แบรนด์ใหม่ เพราะเราเห็นว่าการขอไลเซนส์ใหม่มีข้อดี เพราะ ดีแทค จะไม่ต้องอยู่ภายใต้สัมปทานของ บริษัท กสท โทรคมนาคม ที่จะต้องนำส่งส่วนแบ่งรายได้ในปีละ 25% โดยส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคยังคงได้ใช้ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ ในราคาที่สูงอยู่ หากไม่มีค่าสัมปทานดีแทคจะสามารถลดค่าบริการได้ถูกลงกว่านี้”

สำหรับความพร้อมในการเปิดให้บริการในระบบ 3 จีในขณะนี้ ดีแทค ได้หารือร่วมกับบริษัท อีริคสัน(ประเทศไทย) และบริษัท โนเกีย(ประเทศไทย) ศึกษาในรายละเอียดของการพัฒนาโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ว่าจะสามารถดำเนินการในรูปแบบใดได้บ้าง

นอกจากนี้นายซิคเว่ ยังปฏิเสธข่าวการออกจากตำแหน่งเพราะสัญญาจะหมดในปีหน้าว่า  เรื่องดังกล่าวไม่จริง สัญญาไม่หมดปีหน้าแน่นอน แต่จะเป็นเมื่อไหร่ไม่ทราบ โดยขณะนี้ดีแทค ยังมีภารกิจและการสร้างตลาดการใช้งานอยู่อีกมาก ซึ่งทางบอร์ดบริหารเทเลนอร์ ยังให้การโฟกัสตลาดประเทศไทยอยู่  และยังมอบหมายให้ตนบริหารแทคให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ที่มา : ผู้จัดการ

(0) Comments    Read More