สหรัฐ 8 ม.ค. - บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เผยการใช้และเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของมนุษย์ จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีต่อจากนี้
บิล เกตส์ สหรัฐ 8 ม.ค. - บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เผยการใช้และเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของมนุษย์

กล่าวบนเวทีภายในนิทรรศการเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อผู้บริโภค ที่เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐ ว่า เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต จะพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็วภายในอีก 5 ปีข้างหน้า การใช้คีย์บอร์ดและเมาส์จะเป็นเรื่องล้าสมัย แทนที่ด้วยเทคโนโลยีแบบทัช-สกรีน และผู้ใช้บริการจะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและการดาวน์โหลดข้อมูล ดูหนังหรือฟังเพลงได้ในทุก ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น โทรทัศน์ หรือแม้แต่ในรถยนต์

ทั้งนี้ บิล เกตส์ ซึ่งประกาศจะยุติบทบาทประธานไมโครซอฟท์ ในเดือน ก.ค.นี้ ยังบอกว่า เขาจะได้มีเวลามากขึ้นในการทำสิ่งที่ชื่นชอบหลายอย่าง หลังจากต้องทำงานเต็มเวลามาตลอด 17 ปี. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-08 03:29:09
ที่มา : MCOT News

(0) Comments    Read More   

ไอบีเอ็มเปิดรายงานประจำปี “IBM Next Five in Five” เกี่ยวกับนวัตกรรมที่เชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตของคนเราในช่วง 5 ปีข้างหน้า หนึ่งในนั้นคือ“ประสาทสัมผัสพิเศษ”ของแพทย์แห่งอนาคต

รายงานนี้ไอบีเอ็มอ้างอิงแนวโน้มตลาดจากห้องปฏิบัติการทั่วโลกของไอบีเอ็ม ซึ่งทำหน้าที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเหล่านี้ให้กลายเป็นจริง

รักษ์โลกง่ายขึ้นในราคาที่ถูกลง

เทคโนโลยีต่างๆ ที่รองรับ “พลังงานอัจฉริยะ” (smart energy) จะใช้เพิ่มความสะดวกในการควบคุม “ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน” เมื่อเริ่มมีการถ่ายโอนข้อมูลผ่านสายไฟ บรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องล้างจาน เครื่องปรับอากาศ ไฟส่องสว่างภายในบ้าน และอื่นๆ อีกมากมาย ก็จะถูกเชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่ายไฟฟ้า “อัจฉริยะ” ซึ่งจะทำให้สามารถเปิดและปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้โดยใช้โทรศัพท์มือถือหรือโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ใดๆ

นอกเหนือจากการแจ้งเตือนเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกเปิดทิ้งไว้ทั้งๆ ที่ควรจะปิด เทคโนโลยีรุ่นใหม่ยังช่วยให้คุณได้รับรายงานข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ซึ่งคล้ายกับการตรวจสอบติดตามจำนวนนาทีที่ใช้โทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน

เครือข่ายพลังงานอัจฉริยะนี้ยังสามารถเลือกใช้แหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์และลม เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าในบ้าน และนวัตกรรมในเทคโนโลยีแสงอาทิตย์และลมจะนำเสนอทางเลือกที่ประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ให้บริการสาธารณูปโภคใกล้บ้าน

วิถีขับรถเปลี่ยน

ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ไอบีเอ็มเชื่อว่าการเชื่อมต่อแบบใหม่ระหว่างรถยนต์และถนนจะเปลี่ยนแปลงวิธีขับรถ โดยจะเน้นความปลอดภัย และช่วยในการหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดบนท้องถนน เทคโนโลยีรุ่นใหม่จะช่วยปรับปรุงสภาพการจราจร ลดมลภาวะ ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกตึงเครียด ทั้งนี้ เมืองที่อาศัยอยู่จะค้นพบวิธีแก้ไขปัญหาการจราจร โดยใช้ระบบจราจรอัจฉริยะที่สามารถทำการปรับเปลี่ยนไฟจราจรได้ในแบบเรียลไทม์ และเปลี่ยนเส้นทางการจราจรได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ในส่วนของรถยนต์จะมีเทคโนโลยีสำหรับช่วยเหลือผู้ขับขี่ โดยรถยนต์จะสามารถสื่อสารระหว่างกันและสื่อสารกับเซนเซอร์ที่ติดตั้งไว้บนถนน และทำงานได้ราวกับว่ามี ‘ปฏิกิริยาตอบสนอง’ ดังนั้นรถยนต์จึงสามารถดำเนินมาตรการป้องกันในสภาวะที่อันตราย โดยรถยนต์จะแจ้งให้ทราบโดยอัตโนมัติเกี่ยวกับตำแหน่งที่มีการจราจรติดขัด และเส้นทางอื่นที่สามารถใช้ได้

เช็คข้อมูลอาหาร เพื่อโภชนาการที่ดี

เราทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น’ (you are what you eat) แต่เนื่องจากอาหารต่างๆ ถูกจัดส่งมาจากต่างประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ‘ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่กินเข้าไป’ ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ระบบเทคโนโลยีใหม่ๆ จะช่วยให้ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน รวมถึงส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อและบริโภค ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์และเซนเซอร์วิทยุไร้สายจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับอาหารที่ซื้อและรับประทาน

รายงานระบุว่าสามารถทราบได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่สภาพภูมิอากาศและดินที่ใช้ปลูก การใช้ยาฆ่าแมลงและมลภาวะที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงพลังงานที่ใช้ในการผลิต อุณหภูมิและคุณภาพอากาศภายในตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้ในการจัดส่ง ก่อนที่ผลิตภัณฑ์นั้นจะกลายมาเป็นอาหารที่ตั้งวางอยู่บนโต๊ะอาหาร เซนเซอร์และระบบติดตามที่ก้าวล้ำจะแจ้งให้ทราบว่ากำลังจะกินอะไรเข้าไป

โทรศัพท์กลายเป็นกระเป๋าเงิน

ไอบีเอ็มฟันธงว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า โทรศัพท์มือถือจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำในการจับจ่ายซื้อของ การใช้บริการธนาคาร การเยี่ยมชมเมือง และอื่นๆ อีกมากมาย เทคโนโลยีรุ่นใหม่จะทำให้สามารถถ่ายภาพใครบางคนที่สวมเครื่องแต่งกายที่ต้องการ และตรวจสอบเว็บโดยอัตโนมัติ เพื่อค้นหาชื่อนักออกแบบและร้านค้าใกล้ๆที่สามารถซื้อเครื่องแต่งกายแบบนั้นได้ จากนั้นสามารถตรวจสอบได้ว่าเครื่องแต่งกายนั้นจะดูเป็นอย่างไรเมื่อถูกสวมใส่บนภาพจำลอง 3 มิติ (avatar) ในโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งยังสามารถขอความเห็นจากเพื่อนที่อยู่ห่างออกไปโดยผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ โทรศัพท์ยังทำหน้าที่เป็นไกด์ในการพาท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ โดยเมื่อเปิดโทรศัพท์มือถือในเมืองที่กำลังเยี่ยมชม โทรศัพท์มือถือจะแสดงข้อมูลสถานบันเทิง กิจกรรม และร้านอาหารที่สามารถเลือกได้ตามความต้องการ และจากนั้นก็จะจองที่นั่งและซื้อตั๋วให้ ราวกับเป็นเลขานุการส่วนตัวเลยทีเดียว

แพทย์จะมี“ประสาทสัมผัสพิเศษ”

ด้านการแพทย์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า แพทย์จะสามารถมองเห็น ได้ยิน และเข้าใจเวชระเบียนของผู้ป่วยในรูปแบบที่แปลกใหม่ กล่าวคือ แพทย์จะได้รับพลังพิเศษ นั่นคือ เทคโนโลยีที่เหมือนกับภาพถ่ายเอกซเรย์สำหรับการตรวจดูภาพถ่ายทางการแพทย์ การฟังเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจโดยละเอียด และการจัดระเบียบข้อมูลสำหรับการรักษาผู้ป่วยในรูปแบบใหม่ๆ

นอกจากนี้ ภาพจำลอง 3 มิติสำหรับร่างกายของผู้ป่วยจะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจสอบเวชระเบียนของผู้ป่วยในรูปแบบที่แปลกใหม่ โดยแพทย์จะสามารถคลิกเมาส์คอมพิวเตอร์บนอวัยวะของภาพจำลองนั้นเพื่อดำเนินการสืบค้นข้อมูลประวัติทางการแพทย์และเรียกดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะส่วนนั้นในร่างกายของผู้ป่วย แทนที่จะต้องพลิกดูใบประวัติแต่ละหน้า

นอกจากนั้น คอมพิวเตอร์จะเปรียบเทียบข้อมูลภาพและเสียงที่ได้ กับข้อมูลประวัติผู้ป่วยรายอื่นๆหลายพันหรือหลายแสนราย และวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยอย่างถูกต้องแม่นยำ ทั้งยังระบุวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง โดยอ้างอิงข้อมูลผู้ป่วยที่มีอาการใกล้เคียงกัน
ที่มา : ผู้จัดการ

(0) Comments    Read More   

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานบทวิเคราะห์มูลค่าการใช้จ่ายตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศโลก ที่จัดทำโดยบริษัทวิจัย การ์ทเนอร์ อิงค์ ระบุว่าปีนี้ตลาดโลกจะมีการใช้จ่ายเกิน 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โตขึ้นจากปีที่ผ่านมา 8% และคาดว่าปีหน้าจะอยู่ที่ 5.5% หรือ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายปีเตอร์ ซันเดอร์การ์ด รองประธานอาวุโส และหัวหน้าส่วนงานวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า ภาพรวมตลาดโลกนั้น การใช้จ่ายด้านไอทีในประเทศกำลังพัฒนามีปริมาณเพิ่มขึ้น และ 1 ใน 3 ของการใช้จ่าย มาจากประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากอเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น ทั้งนี้ การพัฒนาดังกล่าว จะช่วยสร้างนวัตกรรมในไอที การสร้างคู่แข่งหน้าใหม่ และรูปแบบการใช้จ่ายงานใหม่ๆ ตลอดจนช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพค่าใช้จ่าย ให้กับผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ในส่วนของประเทศไทยนั้น ไอดีซี ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยระดับโลก ก็ออกรายงานบทวิเคราะห์ตลาดไอทีซึ่งได้ปรับปรุงเมื่อเดือนส.ค. โดยประมาณการใช้จ่ายตลาดพีซีปีนี้ ที่รวมเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (โน้ตบุ๊ค) และเครื่องแม่ข่าย (เอ็กซ์ 86 เซิร์ฟเวอร์) ว่าเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา 9.6% หรือมีตลาดรวมกว่า 1.6 ล้านเครื่อง โดยเฉพาะไตรมาส 3 ที่ผ่านมา คาดว่าตลาดพีซีรวมจะโต 6.3% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนปีหน้าคาดว่าตลาดรวมจะอยู่ที่ 1.9 ล้านเครื่อง

ทั้งนี้ ไอดีซีมองว่า หากไทยมีการเลือกตั้ง และการจัดทำงบประมาณปี 2551 มีความชัดเจนขึ้นแล้ว ก็จะส่งผลให้กำลังซื้อในโครงการภาครัฐ จะกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง หลังกลางปี 2552 แม้จะไม่มีกรอบนโยบายส่งเสริมไอทีอย่างที่ผ่านมา แต่ก็จะมีการลงทุนไอที เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพบริการประชาชน และปรับปรุงองค์กรภายใน

นอกจากนี้ กำลังซื้อจากหน่วยงานท้องถิ่นของรัฐ ก็ช่วยให้ตลาดรัฐช่วงปี 2550-2551 ขยายตัวขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกัน ไอดีซี ก็มองว่า การแข่งขันของผู้ค้าเครื่องรายหลัก ในตลาดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คที่แข่งขันราคา การจัดโปรโมโชั่น คอนเสิร์ตและโรดโชว์ กระตุ้นให้ตลาดนี้เติบโตขึ้น ทั้งกลุ่มองค์กรและผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งจะปรับประมาณการยอดรวมอีกครั้งในอนาคต โดยคาดว่าปีนี้โน้ตบุ๊คจะอยู่ที่ 7.6 แสนเครื่อง

ส่วนตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (เดสก์ทอป) ทั้งการใช้งานองค์กรและผู้ใช้ทั่วไป จะอยู่ที่ 8.9 แสนเครื่อง และปีหน้า คาดว่าตลาดรวมจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 9.6 แสนเครื่อง ด้านปัจจัยหลักสนับสนุนตลาดไอทีไทยช่วงปี 2550-2554 ได้แก่ 1. เงินบาทซึ่งแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา 2. การแข่งขันที่ปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลของสถาบันการเงิน ที่ขยายลงมาแข่งการให้สินเชื่อสินค้าไอทีที่ช่วยเร่งการตัดสินใ จให้กับผู้บริโภคมากขึ้น 3. โครงการไอทีที่ใช้ในการศึกษาทั้งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และสถาบันการศึกษาอื่นๆ

ทั้งนี้ ไอดีซี มองว่าปัจจัยด้านการเมืองที่ยังไม่ชัดเจน จะส่งผลต่อความมั่นใจทั้งภาคธุรกิจและประชาชน รวมถึงการจัดทำงบประมาณของรัฐ โดยถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างสูงกับตลาด ซึ่งหากรัฐผลักดันการเลือกตั้งในเดือนธ.ค. ก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาได้

ส่วนการใช้จ่ายด้านไอทีขององค์กรธุรกิจนั้น คาดว่ายังมีกำลังซื้อจากกลุ่มธนาคาร ประกันภัย อุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจนำเข้าส่งออก และมหาวิทยาลัย ที่จะขยายโครงสร้างพื้นฐาน โดยเปิดประมูลจัดซื้อเป็นระยะตลอดปี 2550 โดยเฉพาะภาคธุรกิจ กำลังซื้อเพิ่มขึ้นหลังจากมีความชัดเจน ของการลงมติเห็นชอบรัฐธรรมนูญปี 2550

 

ที่มา : ARiP

(0) Comments    Read More