ไอบีเอ็มเปิดรายงานประจำปี “IBM Next Five in Five” เกี่ยวกับนวัตกรรมที่เชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตของคนเราในช่วง 5 ปีข้างหน้า หนึ่งในนั้นคือ“ประสาทสัมผัสพิเศษ”ของแพทย์แห่งอนาคต

รายงานนี้ไอบีเอ็มอ้างอิงแนวโน้มตลาดจากห้องปฏิบัติการทั่วโลกของไอบีเอ็ม ซึ่งทำหน้าที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเหล่านี้ให้กลายเป็นจริง

รักษ์โลกง่ายขึ้นในราคาที่ถูกลง

เทคโนโลยีต่างๆ ที่รองรับ “พลังงานอัจฉริยะ” (smart energy) จะใช้เพิ่มความสะดวกในการควบคุม “ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน” เมื่อเริ่มมีการถ่ายโอนข้อมูลผ่านสายไฟ บรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องล้างจาน เครื่องปรับอากาศ ไฟส่องสว่างภายในบ้าน และอื่นๆ อีกมากมาย ก็จะถูกเชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่ายไฟฟ้า “อัจฉริยะ” ซึ่งจะทำให้สามารถเปิดและปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้โดยใช้โทรศัพท์มือถือหรือโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ใดๆ

นอกเหนือจากการแจ้งเตือนเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกเปิดทิ้งไว้ทั้งๆ ที่ควรจะปิด เทคโนโลยีรุ่นใหม่ยังช่วยให้คุณได้รับรายงานข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ซึ่งคล้ายกับการตรวจสอบติดตามจำนวนนาทีที่ใช้โทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน

เครือข่ายพลังงานอัจฉริยะนี้ยังสามารถเลือกใช้แหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์และลม เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าในบ้าน และนวัตกรรมในเทคโนโลยีแสงอาทิตย์และลมจะนำเสนอทางเลือกที่ประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ให้บริการสาธารณูปโภคใกล้บ้าน

วิถีขับรถเปลี่ยน

ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ไอบีเอ็มเชื่อว่าการเชื่อมต่อแบบใหม่ระหว่างรถยนต์และถนนจะเปลี่ยนแปลงวิธีขับรถ โดยจะเน้นความปลอดภัย และช่วยในการหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดบนท้องถนน เทคโนโลยีรุ่นใหม่จะช่วยปรับปรุงสภาพการจราจร ลดมลภาวะ ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกตึงเครียด ทั้งนี้ เมืองที่อาศัยอยู่จะค้นพบวิธีแก้ไขปัญหาการจราจร โดยใช้ระบบจราจรอัจฉริยะที่สามารถทำการปรับเปลี่ยนไฟจราจรได้ในแบบเรียลไทม์ และเปลี่ยนเส้นทางการจราจรได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ในส่วนของรถยนต์จะมีเทคโนโลยีสำหรับช่วยเหลือผู้ขับขี่ โดยรถยนต์จะสามารถสื่อสารระหว่างกันและสื่อสารกับเซนเซอร์ที่ติดตั้งไว้บนถนน และทำงานได้ราวกับว่ามี ‘ปฏิกิริยาตอบสนอง’ ดังนั้นรถยนต์จึงสามารถดำเนินมาตรการป้องกันในสภาวะที่อันตราย โดยรถยนต์จะแจ้งให้ทราบโดยอัตโนมัติเกี่ยวกับตำแหน่งที่มีการจราจรติดขัด และเส้นทางอื่นที่สามารถใช้ได้

เช็คข้อมูลอาหาร เพื่อโภชนาการที่ดี

เราทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น’ (you are what you eat) แต่เนื่องจากอาหารต่างๆ ถูกจัดส่งมาจากต่างประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ‘ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่กินเข้าไป’ ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ระบบเทคโนโลยีใหม่ๆ จะช่วยให้ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน รวมถึงส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อและบริโภค ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์และเซนเซอร์วิทยุไร้สายจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับอาหารที่ซื้อและรับประทาน

รายงานระบุว่าสามารถทราบได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่สภาพภูมิอากาศและดินที่ใช้ปลูก การใช้ยาฆ่าแมลงและมลภาวะที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงพลังงานที่ใช้ในการผลิต อุณหภูมิและคุณภาพอากาศภายในตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้ในการจัดส่ง ก่อนที่ผลิตภัณฑ์นั้นจะกลายมาเป็นอาหารที่ตั้งวางอยู่บนโต๊ะอาหาร เซนเซอร์และระบบติดตามที่ก้าวล้ำจะแจ้งให้ทราบว่ากำลังจะกินอะไรเข้าไป

โทรศัพท์กลายเป็นกระเป๋าเงิน

ไอบีเอ็มฟันธงว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า โทรศัพท์มือถือจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำในการจับจ่ายซื้อของ การใช้บริการธนาคาร การเยี่ยมชมเมือง และอื่นๆ อีกมากมาย เทคโนโลยีรุ่นใหม่จะทำให้สามารถถ่ายภาพใครบางคนที่สวมเครื่องแต่งกายที่ต้องการ และตรวจสอบเว็บโดยอัตโนมัติ เพื่อค้นหาชื่อนักออกแบบและร้านค้าใกล้ๆที่สามารถซื้อเครื่องแต่งกายแบบนั้นได้ จากนั้นสามารถตรวจสอบได้ว่าเครื่องแต่งกายนั้นจะดูเป็นอย่างไรเมื่อถูกสวมใส่บนภาพจำลอง 3 มิติ (avatar) ในโทรศัพท์มือถือ อีกทั้งยังสามารถขอความเห็นจากเพื่อนที่อยู่ห่างออกไปโดยผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ โทรศัพท์ยังทำหน้าที่เป็นไกด์ในการพาท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ โดยเมื่อเปิดโทรศัพท์มือถือในเมืองที่กำลังเยี่ยมชม โทรศัพท์มือถือจะแสดงข้อมูลสถานบันเทิง กิจกรรม และร้านอาหารที่สามารถเลือกได้ตามความต้องการ และจากนั้นก็จะจองที่นั่งและซื้อตั๋วให้ ราวกับเป็นเลขานุการส่วนตัวเลยทีเดียว

แพทย์จะมี“ประสาทสัมผัสพิเศษ”

ด้านการแพทย์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า แพทย์จะสามารถมองเห็น ได้ยิน และเข้าใจเวชระเบียนของผู้ป่วยในรูปแบบที่แปลกใหม่ กล่าวคือ แพทย์จะได้รับพลังพิเศษ นั่นคือ เทคโนโลยีที่เหมือนกับภาพถ่ายเอกซเรย์สำหรับการตรวจดูภาพถ่ายทางการแพทย์ การฟังเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจโดยละเอียด และการจัดระเบียบข้อมูลสำหรับการรักษาผู้ป่วยในรูปแบบใหม่ๆ

นอกจากนี้ ภาพจำลอง 3 มิติสำหรับร่างกายของผู้ป่วยจะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจสอบเวชระเบียนของผู้ป่วยในรูปแบบที่แปลกใหม่ โดยแพทย์จะสามารถคลิกเมาส์คอมพิวเตอร์บนอวัยวะของภาพจำลองนั้นเพื่อดำเนินการสืบค้นข้อมูลประวัติทางการแพทย์และเรียกดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะส่วนนั้นในร่างกายของผู้ป่วย แทนที่จะต้องพลิกดูใบประวัติแต่ละหน้า

นอกจากนั้น คอมพิวเตอร์จะเปรียบเทียบข้อมูลภาพและเสียงที่ได้ กับข้อมูลประวัติผู้ป่วยรายอื่นๆหลายพันหรือหลายแสนราย และวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยอย่างถูกต้องแม่นยำ ทั้งยังระบุวิธีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง โดยอ้างอิงข้อมูลผู้ป่วยที่มีอาการใกล้เคียงกัน
ที่มา : ผู้จัดการ

(0) Comments    Read More   

อินเทล คอร์ปอเรชั่น ย้ำความเป็นปีทองของปี 50 ด้วยการประกาศรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 35 (ตัวเลขถึงไตรมาสที่ 3) เขย่าตลาดด้วยการเปิดตัวโปรเซสเซอร์รุ่นแรกของโลกที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 45 นาโนเมตร รวมถึงการสาธิตโปรเซสเซอร์จากสถาปัตยกรรมย่อยใหม่ชื่อรหัส Nehalem ซึ่งจะออกสู่ตลาดในปีหน้า และชิปทดสอบขนาด 35 นาโนเมตรที่ทำงานได้ตามเป้าหมาย

ความเคลื่อนไหวของอินเทลที่เด่นที่สุดในรอบปีเห็นจะหนีไม่พ้นการปฏิวัติเทคโนโลยีการผลิตทรานซิสเตอร์ ซึ่งทำให้การทำงานของไมโครโปรเซสเซอร์โดดเด่นกว่าที่เคยมีมา

ปฏิวัติทรานซิสเตอร์

ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา อินเทลได้เปิดตัวโปรเซสเซอร์ใหม่ล่าสุดคือ ตระกูล Penryn โดยได้นำวัสดุทรานซิสเตอร์ที่เป็น high-k metal gate (Hi-k) ที่มีส่วนผสมของธาตุ Hafnium มาใช้กับโปรเซสเซอร์สองรุ่นคือ อินเทล คอร์ เอ็กซ์ตรีม โปรเซสเซอร์ และอินเทล ซีออน โปรเซสเซอร์ สำหรับเซิร์ฟเวอร์และเกมระดับสูง

โปรเซสเซอร์ที่สร้างด้วยเทคโนโลยี 45 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลกนี้ นอกจากจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นแล้ว ยังช่วยลดการรั่วไหลของอิเล็กตรอนในทรานซิสเตอร์ จึงทำให้ประหยัดไฟมากขึ้น จนกอร์ดอน มัวร์ ถึงกับเรียกว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงของทรานซิสเตอร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี และแม้แต่นิตยสารไทม์ก็ยังยกให้โปรเซสเซอร์เทคโนโลยี 45 นาโนเมตรของอินเทลเป็นหนึ่งในสุดยอดนวัตกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี 2550

ปีนี้ อินเทลยังคงบรรลุเป้าหมายที่วางไว้สำหรับกลยุทธ์การเปิดตัวสถาปัตยกรรมย่อยใหม่สลับกันปีต่อปีกับกระบวนการผลิตที่ย่อขนาดลง (เทคโนโลยีการผลิต 45 นาโนเมตรที่อินเทลทำได้ในปีนี้ และการสาธิตไมโครอาร์คิเทคเจอร์ใหม่ที่มีชื่อรหัสว่า Nehalem ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2551) เชื่อว่าเทคโนโลยีการผลิตขนาด 32 นาโนเมตรจะสามารถนำมาใช้ในปี 2552 ได้

ลุยไวแมกซ์ต่อเนื่อง

ในกลางปี 2550 อินเทลได้เริ่มทดลองใช้โมดูลที่รวมไวไฟและไวแมกซ์ในอุปกรณ์ชุดเดียวกันสำหรับแล็ปท้อป ซึ่งจะเป็นออพชั่นที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ที่มีชื่อรหัสว่า Montevina สำหรับแล็ปท้อปที่เป็นเซนทริโนตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

นอกจากนี้ อินเทลยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา Mobile WiMAX Silicon สำหรับเครื่องเล่นอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่และอุปกรณ์เครื่องใช้อิเล็กโทรนิกส์สำหรับปี 2551 และในเดือนกันยายนที่ผ่านมา บริษัทโนเกียได้ประกาศว่าจะใช้เทคโนโลยีไวแมกซ์ของอินเทลในเครื่องเล่นอินเทอร์เน็ตพกพารุ่น N-series ที่จะออกใหม่ในอนาคต

ในเดือนตุลาคม สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรขององค์การสหประชาชาติได้ประกาศสนับสนุนให้เลือกใช้ไวแมกซ์เป็นเทคโนโลยีสำหรับบริการบรอดแบนด์ไร้สายเคลื่อนที่ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ทำให้คาดว่าธุรกิจจะมีการขยายตัวรวดเร็วยิ่งขึ้นอีก โดยภายในปี 2553 คาดว่าจะมีผู้ให้บริการไวแมกซ์กว่า 20 รายครอบคลุมผู้ใช้บริการเกือบพันล้านคนทั่วโลก

โชว์ชิป 80 คอร์

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทีมวิจัยของอินเทลได้สาธิตชิปเดี่ยวที่มีจำนวนคอร์มากถึง 80 คอร์ ซึ่งชิปที่ว่านี้มีขนาดเล็กเกือบเท่าเล็บมือ และใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในปัจจุบันเกือบทั้งหมด

เปิดโรงงานเพิ่ม

ในเดือนตุลาคม อินเทลยังเปิดโรงงานผลิตขนาดใหญ่แห่งเรกสำหรับเทคโนโลยี 45 นาโนเมตรที่เมืองแชนด์เลอร์ รัฐอริโซนา เพื่อผลิตโปรเซสเซอร์ด้วยทรานซิสเตอร์ของอินเทลแบบ high-k metal gate ที่มีส่วนผสมของธาตุ Hafnium โดยโรงงานที่ให้ชื่อว่า Fab 32 นี้เป็นโรงงานผลิตแผ่นวงจรขนาด 300 มม.แห่งที่หกของอินเทล

นอกจากนี้อินเทลมีแผนการที่จะเปิดโรงงานคล้ายกันอีกสองแห่งในปีหน้า คือที่เมือง Kiryat Gat ประเทศอิสราเอล และ ที่เมืองริโอรานโช ในรัฐนิวเม็กซิโก

ไม่ใช่เพียงสหรัฐ อินเทลยังเตรียมเปิดโรงงานในประเทศจีนด้วย ระบุว่าอินเทลได้เริ่มทำการก่อสร้างโรงงานผลิตแผ่นวงจรขนาด 300 มม.ที่เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ซึ่งอยู่บนชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โรงงานมูลค่าสองพันห้าร้อยล้านเหรียญสหรัฐที่ใช้ชื่อว่า Fab 68 แห่งนี้จะเป็นโรงงานผลิตแผ่นวงจรแห่งแรกของอินเทลในทวีปเอเชีย และเป็นการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญเพิ่มจากการลงทุนของอินเทลที่มีอยู่แล้วในประเทศจีน

เน้นรักษ์โลก

อินเทลระบุว่า ตั้งแต่ปี 2551 ชิปเซ็ตขนาด 65 นาโนเมตร และ 45 นาโนเมตรของอินเทลจะไม่มีสารฮาโลเจนเป็นส่วนประกอบอีกต่อไป เนื่องจากฮาโลเจนเป็นสารกันไฟที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ในปัจจุบันโปรเซสเซอร์ 45 นาโนเมตรรุ่นล่าสุดของบริษัทยังไร้สารตะกั่วอีกด้วย ส่วนที่โรงงาน Fab 32 แห่งใหม่ล่าสุดของอินเทลในรัฐอริโซนามีการรีไซเคิลน้ำที่ใช้กว่าร้อยละ 70 เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

ที่ผ่านมาในปีนี้ อินเทลร่วมกับกูเกิลและพันธมิตรต่างๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม Climate Savers Computing Initiative โดยมุ่งมั่นที่จะกำหนดเป้าหมายใหม่ที่เข้มงวดเพื่อให้คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบต่างๆ ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าที่สุด

ยกพลชิปเคลื่อนที่

ในเดือนพฤษภาคม อินเทลได้เปิดตัวเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่ อินเทล เซนทริโน โปรเซสเซอร์ เทคโนโลยี ซึ่งเดิมใช้ชื่อรหัสว่า Santa Rosa โดยเทคโนโลยีนี้ใช้อินเทล คอร์ 2 ดูโอ โปรเซสเซอร์ ที่เร็วยิ่งขึ้น ต่อระบบไวไฟด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ 802.11n ที่มีแบนด์วิธสูง ประมวลผลด้านภาพได้สวยงามยิ่งขึ้น และมาพร้อมออพชั่นหน่วยความจำ Intel Turbo Memory ขณะเดียวกันยังเป็นการเข้าสู่ตลาดของเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ อินเทล เซนทริโน โปร ที่เพิ่มระดับความปลอดภัยและการใช้งานให้ง่ายขึ้นในเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจ

ปัจจุบัน อินเทลได้จัดส่งอินเทล วีโปร เทคโนโลยี และ อินเทล เซนทริโน โปร ไปแล้วมากกว่าห้าล้านชุด

ไม่เพียงเท่านี้ อินเทลยังเปิดตัว Ultra Mobile Processor สำหรับเครื่องเล่นอินเทอร์เน็ตพกพาในนาม Intel Ultra Mobile platform 2007 หรือที่เรียกชื่อรหัสว่า McCaslin สำหรับเครื่องเล่นอินเทอร์เน็ตแบบพกพา (Mobile Internet Device - MID) และ Ultra-Mobile PC (UMPC) และยังได้ประกาศขยับการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ที่เรียกว่า Menlow สำหรับอุปกรณ์สองกลุ่มดังกล่าวให้เร็วขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้ครึ่งหลังของปี 2551 มาเป็นภายในครึ่งแรกของปี โดย Menlow จะบรรจุโปรเซสเซอร์ Silverthorne ที่ใช้พลังงานต่ำขนาด 45 นาโนเมตรที่ใช้ High-K ไว้ด้วย

สำหรับอนาคต อินเทลวางแผนขยายตลาดชิปเคลื่อนที่ในสามจุดหลัก หนึ่งคือโปรเซสเซอร์สุดยอดประหยัดพลังงานสำหรับอุปกรณ์ “อินเทอร์เน็ตพกติดตัว” (Internet in your pocket) สองคือโปรเซสเซอร์สำหรับอุปกรณ์เครื่องใช้อิเล็กโทรนิกส์ภายในบ้าน เช่น กล่องเชื่อมสัญญาณโทรทัศน์เข้ากับอินเทอร์เน็ต (television set-top box) และสามคือผลิตภัณฑ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอื่นๆ และขยายการผลักดันของบริษัทในการสร้างคอมพิวเตอร์ต้นทุนต่ำให้แก่ประเทศเกิดใหม่

เชื่อว่าโครงการเหล่านี้จะเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้นในปีหน้า

ดึงซันเป็นพันธมิตร

ในเดือนมกราคม อินเทล กับ ซัน ไมโครซิสเต็มส์ ประกาศการเป็นพันธมิตรร่วมกันในด้านต่างๆ ซึ่งมีผลคือ ซันจะทำการผลิตเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชั่นตระกูลใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งการใช้งานธุรกิจและโทรคมนาคมโดยใช้อินเทล ซีออน โปรเซสเซอร์

ขณะที่อินเทลจะให้การสนับสนุน Solaris เป็นระบบปฏิบัติการหลัก โดยซันได้เริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชิปของอินเทลไปเรียบร้อยแล้ว

ชูคอมพ์สำหรับเด็ก

ในปัจจุบันจากที่มีเด็กนักเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลายเกือบหนึ่งพันสองร้อยล้านคนทั่วโลก แต่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้เพียงห้าสิบล้านเครื่อง อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์จึงร่วมใจกันในความพยายามขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กทั่วโลก มีการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทุนต่ำเพื่อช่วยให้เกิดความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษา

ตัวอย่างเช่น อินเทลได้พัฒนาและนำเสนอคลาสเมทพีซี (Classmate PC) ซึ่งใช้ชิปของอินเทล และมีความทนทานสูง โดยจะไม่เสียหายเมื่อถูกทำหล่นหรือมีน้ำหกใส่ และยังมาพร้อมกับซอฟต์แวร์พิเศษทางการศึกษาที่โหลดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้อินเทลยังทำงานร่วมกับโครงการ One Laptop per Child และบริษัท อัสซุส ในเอเชียเพื่อสร้างเครื่องโน้ตบุ๊กต้นทุนต่ำเพื่อตอบสนองความจำเป็นในส่วนดังกล่าว

นอกจากการให้ความสำคัญกับเยาวชน อินเทลยังให้ความสำคัญด้านสาธารณสุขด้วย โดยในเดือนกุมภาพันธ์ อินเทลประกาศเปิดตัว Mobile Clinical Assistant (MCA) แพลตฟอร์มอ้างอิงตัวแรกที่บริษัทสร้างขึ้นสำหรับการสาธารณสุขโดยเฉพาะ โดยมีเหล่าพยาบาลในโรงพยาบาลทั่วโลกกำลังนำมาใช้เป็นการนำร่องโดยผ่านทางผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Motion Computing นอกจากนี้ ภายในสิ้นปีนี้ Motion C5 จะถูกนำมาใช้ในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกาเป็นการนำร่อง

บุกเบิกธุรกิจหน่วยความจำแฟลช

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการทั่วโลกที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาที่ใช้หน่วยความจำระดับสูง อินเทลจึงร่วมกับ STMicroelectronics และ Francisco Partners จัดตั้งบริษัทอิสระที่ได้ชื่อในภายหลังว่า Numonyx โดยการรวมเอาธุรกิจหน่วยความจำแฟลช NOR ของอินเทล เข้ากับธุรกิจหน่วยความจำแฟลช NOR และ NAND ของ STMicroelectronics เข้าด้วยกัน

ที่มา : ผู้จัดการ

(0) Comments    Read More   

ไอเอสพีรายเล็กที่ไม่มีโครงข่ายหนุนทำระบบเพียริ่ง แต่ต้องยืนอยู่บนความเป็นธรรม ในเชิงธุรกิจถูกกีดกันหลายรูปแบบ กระทุ้ง กทช. ต้องแสดงบทบาทและออกกฎระเบียบที่ชัดเจน

ดร.กนกวรรณ ว่องวัฒนะสิน ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท อินเตอร์เนต โซลูชั่น แอนด์ เซอร์วิส โพรวายเดอร์ (ไอเอสเอสพี) กล่าวถึงกรณีที่ทรู อินเทอร์เน็ต เกตเวย์ ร่วมกับสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (TISPA) จัดงสัมมนา A Mind Open Wide ที่มีประเด็นเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือเพียริ่งกลางว่า จริงๆ ที่ผ่านมา กสท โทรคมนาค และเทคเทคเคยมี แต่การตั้งโครงข่ายตรงนี้แคร์เรียจะไปอยู่บนระบบของใคร เพราะการรวมศูนย์เครือข่ายมีผลประโยชน์มหาศาล เนื่องจากทราฟิกในไทยปัจจุบันมีจำนวนมาก และต่อไปไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูลแต่จะเป็นเรื่องเสียงหรือวอยซ์เข้ามาด้วย

ดังนั้น การที่จะทำเรื่องเพียริ่งเห็นด้วย แต่ต้องมีผู้กำกับดูแลที่เป็นกลาง และมีความเป็นธรรม เพราะไม่เช่นนั้นรายย่อยเสียเปรียบจากผู้ที่โครงข่ายอยู่แล้ว และจะไม่การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม เนื่องจากผู้ให้บริการสามารถกีดกันได้หลายวิธี เช่น ราคาที่ให้บริการที่แตกต่างกันระหว่างบริษัทในเครือ พาร์ตเนอร์ กับผู้ใช้บริการรายอื่น หรืออ้างเรื่องของพอร์ตเต็ม หรือขึ้นค่าบริการเป็นต้น

“ต่างประเทศมีโครงข่ายที่เชื่อมต่อในประเทศ หรือ IX เยอะมาก แต่ก็เพียริ่งกันหมด การทำตรงนี้ต้องมีผู้กำกับดูแลอย่างเป็นธรรม และต้องกำหนดชัดเจนว่าผู้กำกับดูแลมีหน้าที่อย่างไร”

ในมุมมองของดร.กนกวรรณเห็นว่า การทำเพียริ่งหากมีความเป็นธรรมจะทำให้ต้นทุนในการให้บริการลดลง หากผู้กำกับดูแลมีกำหนดกฎเกณฑ์ออกมาชัดเจน และปฏิบัติได้จริง แต่เท่าที่เห็นอย่างบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ ก็มีเพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพียง 3 ราย ผู้ประกอบการรายอื่นก็ทำอะไรไม่ได้ และจากนี้ไปจะเห็นผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจโทรคมนาคมในไทยมากขึ้น แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาขณะนี้คือเรื่องของการเชื่อมโยงโครงข่าย ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต ไว-ไฟ ไวแมกซ์ หรือมือถือ เพราะในอนาคตการคิดค่าบริการจะอยู่ตรงส่วนนี้หมด ผู้ที่ไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคมจะอยู่รอดหรือไม่อยู่รอดก็อยู่ตรงนี้ จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบก็อยู่ตรงนี้

“ถ้าเปิดแข่งขันอย่างเป็นธรรมจะมีบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกมาก แต่ผู้ให้บริการบางรายก็อ้างเรื่องการลงทุนโครงข่าย อย่างที่ผ่านมา กทช. ก็ไม่ทำอะไร ราคาแตกต่างกันแค่ไหน การทำบันเดิลลิ่งแพกเกจเป็นอย่างไรไม่รู้เข้าไปดูหรือไม่”

ทั้งนี้ จากการสัมมนาดังกล่าวมีเวทีเสวนาใหญ่ภายใต้หัวข้อเรื่อง สถานการณ์ปัจจุบันของการเชื่อมต่อเครือข่าย ภายในประเทศระหว่างศูนย์กลางการติดต่อเครือข่าย (IXs) และ ISPs ในประเทศไทย (Thailand’s current domestic exchange status in embracing peering among IXs and ISPs in Thailand)

นอกจากนี้ การสัมมนายังมุ่งเน้นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเชื่อมต่อเครือข่ายภายในประเทศ (Domestic Exchanges) หรือ IXs ที่ได้รับการติดตั้งใหม่ ให้สามารถทำงานควบคู่ไปกับ National Internet Exchange ซึ่งจะทำให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเอื้อประโยชน์โดยตรงต่อลูกค้าผู้ใช้บริการ

พร้อมกันนี้ ยังมีการเปิดสัมมนา 3 กลุ่มย่อยตามความสนใจของผู้เข้าร่วมสัมมนา คือ 1. การให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ 2. การทำงานร่วมกันเรื่อง Spam Mail 3. การวางกรอบนโยบาย การเชื่อมต่อชุมสายในประเทศระหว่าง ISP ต่างๆ

ที่มา : ผู้จัดการ

(0) Comments    Read More   


นายประจวบ ตันตินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีทีแอนด์ที ผู้ได้สิทธิ์ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 1.5 ล้านเลขหมายในเขตภูมิภาค

ทีทีแอนด์ทีรุกหนักธุรกิจที่ได้ไลเซนส์ใหม่จาก กทช. ที่ขอโดยบริษัทลูก ประกาศลุยบบครบวงจรหรือคอนเวอร์เจนซ์ในแบบฉบับทีทีแอนด์ที หวังปั๊มรายได้จากบริการใหม่ๆ ใช้เป็นน้ำเลี้ยงบริษัทแม่ที่แบกภาระจนหลังแอ่นทั้งเม็ดเงินที่ลงทุน และส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐที่หนักอึ้ง แต่จากการปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจเชื่อว่าปีหน้าจะมีรายได้ถึง 8.7 พันล้านบาท หรือโต 20%

นายประจวบ ตันตินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีทีแอนด์ที ผู้ได้สิทธิ์ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 1.5 ล้านเลขหมายในเขตภูมิภาค กล่าวว่า กลุ่มทีทีแอนด์ทีได้มีการปรับทิศทางการดำเนินธุรกิจหลังได้รับใบอนุญาต หรือไลเซนส์ จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ครบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ที่ดำเนินการผ่านบริษัท ทีทีแอนด์ที ซับสไครเบอร์ เซอร์วิสเซส ที่ให้บริการไฮสปีดอินเทอร์เน็ต ภายใต้ชื่อ Maxnet ธุรกิจ IIG (International Internet Gateway) และ NIX (Nationnal Internet Exchange) ของบริษัท ทริปเปิลที โกลบอลเน็ท ซึ่งปีหน้าทีทีแอนด์ทีมีแผนจะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศทั้งเสียง (วอยซ์) และสื่อสารข้อมูล (ดาต้า) ผ่านทริปเปิลที โกลบอลเน็ท

สำหรับการให้บริการสื่อสารข้อมูลจะมุ่งเน้นในลักษณะ Managed Services ซึ่งเป็นมากกว่าโทเทิ่ล โซลูชัน สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา การวางระบบสื่อสารโทรคมนาคม การจัดหารอุปกรณ์ต่างๆ บริการโทรคมนาคมครบวงจร การดูแลตรวจสอบ พร้อมการบำรุงรักษาโครงข่ายและระบบของลูกค้า ส่วนบริการใหม่ๆ จะให้ความสำคัญในด้านแอปพลิเคชัน และโซลูชัน เช่น VoIP, IPTV อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือไอดีซี และอินเทอร์เน็ตไร้สายไว-ไฟ

นอกจากนี้ ทีทีแอนด์ทียังมีแผนจะทดลองให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงผ่านเทคโนโลยีไวแมกซ์ พร้อมขอใบอนุญาตจาก กทช. ต่อไป ขณะเดียวกันยังจะดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคม รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มลูกค้า และองค์กร และจะมีทริปเปิลที โกลบอล เน็ทเวิร์ค เพื่อดำเนินการวางโครงข่ายหลัก หรือแบ็กโบนสำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ต และในอนาคตหวังจะให้เป็นโครงข่ายหลักในกลุ่มที่จะเข้ามาให้บริการแทนที่ทีทีแอนด์ที

“ลึกๆ เราก็หวังที่อยากจะให้ทริปเปิลที โกลบอล เน็ทเวิร์คเป็นโครงข่ายหลักแทนทีทีแอนด์ที”

ทีทีแอนด์ทีดำเนินกิจการมากว่า 15 ปี ปัจจุบันมีฐานลูกค้าประมาณ 1.23 ล้านราย โดยมีการลงทุนเรื่องของโครงข่ายเป็นเม็ดเงินจำนวนที่สูง แถมต้องจ่ายค่าสัมปทานให้ทีโอที ซึ่งยุคนั้นยังเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) สูงถึง 43.1% และจะหมดอายุสัมปทานในอีก 11 ปีข้างหน้า

“ทีทีแอนด์แบกต้นทุนมหาศาลและจ่ายส่วนแบ่งรายได้สูงที่สุดในโลก การทำกำไรจึงเป็นเรื่องยากหากไม่มีการแปรสัญญาสัมปทาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ผลประกอบการเราจึงติดลบ แต่ถ้าแยกแต่ละบริการออกมาเรามีกำไร และต้องผลักดันบริการใหม่ๆ ต่อไป ซึ่งบริการเหล่านี้จะไปช่วยทีทีแอนด์ที”

ยุทธศาสตร์ของทีทีแอนด์ทีจึงต้องเป็นไปในแบบ “ลูกเลี้ยงแม่” โดยรุกหนักในธุรกิจบริการที่ได้ไลเซนส์จาก กทช. เพื่อเป็นน้ำเลี้ยงให้กับบริษัทแม่ โดยปีหน้าทีทีแอนด์ทีจะมุ่งสู่การเป็นผู้ให้ไฮสปีดอินเทอร์เน็ตอย่างครบวงจร รวมถึงบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ IDD บริการวงจรเช่าเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและบริการวงจรระหว่างประเทศผ่านที้ง IIG และ IPLC ส่วนบริการสื่อสารข้อมูลขณะนี้เริ่มสร้างรายได้ให้กลุ่มแล้วประมาณ 6%

ส่วนกลยุทธ์การตลาดจะเป็นลักษณะการขยายแบบแพกเกจทั้งวอยซ์และบรอดแบนด์ สำหรับการทำตลาดไฮสปีดอินเทอร์เน็ต จะไม่เล่นสงครามราคา แต่จะเน้นที่การขายในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็จะปรับปรุงคุณภาพของโครงข่ายเพื่อให้บริการที่ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการต่อออกนอกประเทศได้ง่ายขึ้น หรือการเข้าเว็บต่างๆ ได้เร็วขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความต้องการของลูกค้า

“ความครบวงจรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แต่การทำตลาดของเราคงไม่เป็นคอนเวอร์เจนซ์เกินเลยสิ่งที่เราถนัด” นายประจวบกล่าวและว่า ต้นปีหน้ากลุ่มทีทีแอนด์ทีจะให้บริการโทร.ทางไกลระหว่างประเทศโดยตรงภายใต้รหัส “102” ส่วนบริการคอลคาเฟ่จะเพิ่มบริการต่างๆ ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ใช้มากขึ้น

นายประสิทธชัย กฤษณยรรยง ผู้อำนวยการสายการเงิน และรักษาการผู้อำนวยการสายงานวางแผน และกลยุทธ์ ทีทีแอนด์ที กล่าวถึงผลประกอบการช่วง 3 ไตรมานของปีนี้ว่า ทีทีแอนด์ทีมีรายได้ 1,735 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากยอดผู้ใช้ไฮสปีดอินเทอร์เน็ตโตขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ประมาณ 3 แสนราย และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.5 แสนรายในปีหน้า

ส่วนประมาณการรายได้รวมของกลุ่มทีทีแอนด์ทีในปี 2551 ตั้งไว้ที่ 8,700 ล้านบาท หรือโตขึ้นจากปีนี้ประมาณ 20% โดยสัดส่วนรายได้จะมาจากระบบไลเซนส์ใหม่จากที่ให้บริการอยู่ขณะนี้ที่มีสัดส่วน 60-70% เป็น 50:50 หลังจากเริ่มขยายธุรกิจ และให้บริการใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2548

สำหรับปีหน้าทีทีแอนด์ทีจะมีการจัดโครงสร้างทางการเงิน โดยระบบสัมปทานจะเป็นเรื่องของการเจรจากับโปรเจกต์ ไฟแนนซ์เดิมเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่การขยายงานในระบบไลเซนส์ใหม่เริ่มแรกจะเป็นการขอสินเชื่อ หรือการสนับสนุนทางการเงินผ่าน Export Credit Agency จากประเทศผู้ส่งออกอุปกรณ์นั้นๆ เพิ่มเติมจากกระแสเงินสดภายในกลุ่ม และเมื่อบริษัทลูกมีความพร้อมจะเป็นการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ MAI

ด้านทรัพยากรบุคคล ทีทีแอนด์ทียังคงมุ่งเน้นในเรื่องของ Knowledge Management ซึ่งเป็นการต่อยอดอี-เลิร์นนิ่งที่ส่งเสริมให้พนักงานเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ด้านต่างๆ ให้กับบุคลากร โดยปี 2551 ทีทีแอนด์ทีได้เตรียมงบประมาณไว้ 15 ล้านบาท เพื่อใช้ในการฝึกอบรม เพื่อต่อยอดความรู้และทักษะของพนักงานในธุรกิจใหม่ๆ

ที่มา : ผู้จัดการ

(0) Comments    Read More