1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (1 votes, average: 3 out of 5)
Loading ... Loading ...


นายประจวบ ตันตินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีทีแอนด์ที ผู้ได้สิทธิ์ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 1.5 ล้านเลขหมายในเขตภูมิภาค

ทีทีแอนด์ทีรุกหนักธุรกิจที่ได้ไลเซนส์ใหม่จาก กทช. ที่ขอโดยบริษัทลูก ประกาศลุยบบครบวงจรหรือคอนเวอร์เจนซ์ในแบบฉบับทีทีแอนด์ที หวังปั๊มรายได้จากบริการใหม่ๆ ใช้เป็นน้ำเลี้ยงบริษัทแม่ที่แบกภาระจนหลังแอ่นทั้งเม็ดเงินที่ลงทุน และส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐที่หนักอึ้ง แต่จากการปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจเชื่อว่าปีหน้าจะมีรายได้ถึง 8.7 พันล้านบาท หรือโต 20%

นายประจวบ ตันตินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีทีแอนด์ที ผู้ได้สิทธิ์ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 1.5 ล้านเลขหมายในเขตภูมิภาค กล่าวว่า กลุ่มทีทีแอนด์ทีได้มีการปรับทิศทางการดำเนินธุรกิจหลังได้รับใบอนุญาต หรือไลเซนส์ จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ครบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ที่ดำเนินการผ่านบริษัท ทีทีแอนด์ที ซับสไครเบอร์ เซอร์วิสเซส ที่ให้บริการไฮสปีดอินเทอร์เน็ต ภายใต้ชื่อ Maxnet ธุรกิจ IIG (International Internet Gateway) และ NIX (Nationnal Internet Exchange) ของบริษัท ทริปเปิลที โกลบอลเน็ท ซึ่งปีหน้าทีทีแอนด์ทีมีแผนจะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศทั้งเสียง (วอยซ์) และสื่อสารข้อมูล (ดาต้า) ผ่านทริปเปิลที โกลบอลเน็ท

สำหรับการให้บริการสื่อสารข้อมูลจะมุ่งเน้นในลักษณะ Managed Services ซึ่งเป็นมากกว่าโทเทิ่ล โซลูชัน สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา การวางระบบสื่อสารโทรคมนาคม การจัดหารอุปกรณ์ต่างๆ บริการโทรคมนาคมครบวงจร การดูแลตรวจสอบ พร้อมการบำรุงรักษาโครงข่ายและระบบของลูกค้า ส่วนบริการใหม่ๆ จะให้ความสำคัญในด้านแอปพลิเคชัน และโซลูชัน เช่น VoIP, IPTV อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือไอดีซี และอินเทอร์เน็ตไร้สายไว-ไฟ

นอกจากนี้ ทีทีแอนด์ทียังมีแผนจะทดลองให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงผ่านเทคโนโลยีไวแมกซ์ พร้อมขอใบอนุญาตจาก กทช. ต่อไป ขณะเดียวกันยังจะดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคม รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มลูกค้า และองค์กร และจะมีทริปเปิลที โกลบอล เน็ทเวิร์ค เพื่อดำเนินการวางโครงข่ายหลัก หรือแบ็กโบนสำหรับการให้บริการอินเทอร์เน็ต และในอนาคตหวังจะให้เป็นโครงข่ายหลักในกลุ่มที่จะเข้ามาให้บริการแทนที่ทีทีแอนด์ที

“ลึกๆ เราก็หวังที่อยากจะให้ทริปเปิลที โกลบอล เน็ทเวิร์คเป็นโครงข่ายหลักแทนทีทีแอนด์ที”

ทีทีแอนด์ทีดำเนินกิจการมากว่า 15 ปี ปัจจุบันมีฐานลูกค้าประมาณ 1.23 ล้านราย โดยมีการลงทุนเรื่องของโครงข่ายเป็นเม็ดเงินจำนวนที่สูง แถมต้องจ่ายค่าสัมปทานให้ทีโอที ซึ่งยุคนั้นยังเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) สูงถึง 43.1% และจะหมดอายุสัมปทานในอีก 11 ปีข้างหน้า

“ทีทีแอนด์แบกต้นทุนมหาศาลและจ่ายส่วนแบ่งรายได้สูงที่สุดในโลก การทำกำไรจึงเป็นเรื่องยากหากไม่มีการแปรสัญญาสัมปทาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ผลประกอบการเราจึงติดลบ แต่ถ้าแยกแต่ละบริการออกมาเรามีกำไร และต้องผลักดันบริการใหม่ๆ ต่อไป ซึ่งบริการเหล่านี้จะไปช่วยทีทีแอนด์ที”

ยุทธศาสตร์ของทีทีแอนด์ทีจึงต้องเป็นไปในแบบ “ลูกเลี้ยงแม่” โดยรุกหนักในธุรกิจบริการที่ได้ไลเซนส์จาก กทช. เพื่อเป็นน้ำเลี้ยงให้กับบริษัทแม่ โดยปีหน้าทีทีแอนด์ทีจะมุ่งสู่การเป็นผู้ให้ไฮสปีดอินเทอร์เน็ตอย่างครบวงจร รวมถึงบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ IDD บริการวงจรเช่าเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและบริการวงจรระหว่างประเทศผ่านที้ง IIG และ IPLC ส่วนบริการสื่อสารข้อมูลขณะนี้เริ่มสร้างรายได้ให้กลุ่มแล้วประมาณ 6%

ส่วนกลยุทธ์การตลาดจะเป็นลักษณะการขยายแบบแพกเกจทั้งวอยซ์และบรอดแบนด์ สำหรับการทำตลาดไฮสปีดอินเทอร์เน็ต จะไม่เล่นสงครามราคา แต่จะเน้นที่การขายในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็จะปรับปรุงคุณภาพของโครงข่ายเพื่อให้บริการที่ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการต่อออกนอกประเทศได้ง่ายขึ้น หรือการเข้าเว็บต่างๆ ได้เร็วขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความต้องการของลูกค้า

“ความครบวงจรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แต่การทำตลาดของเราคงไม่เป็นคอนเวอร์เจนซ์เกินเลยสิ่งที่เราถนัด” นายประจวบกล่าวและว่า ต้นปีหน้ากลุ่มทีทีแอนด์ทีจะให้บริการโทร.ทางไกลระหว่างประเทศโดยตรงภายใต้รหัส “102” ส่วนบริการคอลคาเฟ่จะเพิ่มบริการต่างๆ ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ใช้มากขึ้น

นายประสิทธชัย กฤษณยรรยง ผู้อำนวยการสายการเงิน และรักษาการผู้อำนวยการสายงานวางแผน และกลยุทธ์ ทีทีแอนด์ที กล่าวถึงผลประกอบการช่วง 3 ไตรมานของปีนี้ว่า ทีทีแอนด์ทีมีรายได้ 1,735 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากยอดผู้ใช้ไฮสปีดอินเทอร์เน็ตโตขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ประมาณ 3 แสนราย และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.5 แสนรายในปีหน้า

ส่วนประมาณการรายได้รวมของกลุ่มทีทีแอนด์ทีในปี 2551 ตั้งไว้ที่ 8,700 ล้านบาท หรือโตขึ้นจากปีนี้ประมาณ 20% โดยสัดส่วนรายได้จะมาจากระบบไลเซนส์ใหม่จากที่ให้บริการอยู่ขณะนี้ที่มีสัดส่วน 60-70% เป็น 50:50 หลังจากเริ่มขยายธุรกิจ และให้บริการใหม่ๆ ตั้งแต่ปี 2548

สำหรับปีหน้าทีทีแอนด์ทีจะมีการจัดโครงสร้างทางการเงิน โดยระบบสัมปทานจะเป็นเรื่องของการเจรจากับโปรเจกต์ ไฟแนนซ์เดิมเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่การขยายงานในระบบไลเซนส์ใหม่เริ่มแรกจะเป็นการขอสินเชื่อ หรือการสนับสนุนทางการเงินผ่าน Export Credit Agency จากประเทศผู้ส่งออกอุปกรณ์นั้นๆ เพิ่มเติมจากกระแสเงินสดภายในกลุ่ม และเมื่อบริษัทลูกมีความพร้อมจะเป็นการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ MAI

ด้านทรัพยากรบุคคล ทีทีแอนด์ทียังคงมุ่งเน้นในเรื่องของ Knowledge Management ซึ่งเป็นการต่อยอดอี-เลิร์นนิ่งที่ส่งเสริมให้พนักงานเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ด้านต่างๆ ให้กับบุคลากร โดยปี 2551 ทีทีแอนด์ทีได้เตรียมงบประมาณไว้ 15 ล้านบาท เพื่อใช้ในการฝึกอบรม เพื่อต่อยอดความรู้และทักษะของพนักงานในธุรกิจใหม่ๆ

ที่มา : ผู้จัดการ

Post a Comment

You must be logged in to post a comment.